updated 12:00 AM ICT, Jun 22, 2017
Headlines:
บทความ

บทความ (49)

ก้าวทันประกันภัย : โครงการ “รถชนแล้ว ถ่ายรูปไว้ แยกได้ใม่ต้องรอ” ทำได้จริงไหม ? บริษัทประกันภัยจะรับผิดชอบหรือไม่?

สวัสดีครับพบกับก้าวทันประกันภัยกันอีกแล้วนะครับกับการรู้ลึก รู้จริง เพื่อก้าวทันประกันภัย สามารถติดตามกันได้ที่นี่นะครับ สำหรับฉบับนี้เราจะมาเรียนรู้เกี่ยวกับระบบการประกันภัยเพื่อแก้ไขปัญหาจราจร กันครับ เรื่องราวเป็นอย่างไรมาก้าวทันประกันภัยกันเลยครับ                               

 คำถาม: คุณ เนาวรัตน์  จ.กรุงเทพฯ ถามว่า เห็นมีข่าวเรื่อง “รถชนแล้ว ถ่ายรูปไว้ แยกได้ ไม่ต้องรอ” ซึ่งหมายถึงหากรถประกันภัยไปชนกับรถอีกคันหนึ่งซึ่งปกติแล้วแล้วเราต้องแจ้งให้บริษัทประกันภัยส่งเจ้าหน้าที่มาทำเรื่องที่เกิดเหตุ ...แต่ได้ฟังจากโครงการ รถชนแล้ว ถ่ายรูปไว้ แยกได้ ไม่ต้องรอนั้น บอกว่าต่อไปนี้หากรถยนต์ที่ทำประกันภัยไว้ไปเฉี่ยวชนกันเล็กน้อยตกลงกันได้ ก็ให้เพียงแค่ ถ่ายรูป เอาไว้ แล้วแยกรถออกจากกันได้เลย ไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัย ไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่ตำรวจมาที่เกิดเหตุแล้ว...อันนี้จริงไหมคะ? และจะทำได้จริงไหม? หากมีการแยกย้ายออกจากที่เกิดเหตุแล้ว บริษัทไม่เห็นที่เกิดเหตุจริงเขาจะรับผิดชอบให้หรือไม่?เพราะว่าขนาดเราแจ้งให้มาทำเรื่องที่เกิดเหตุแล้วประกันภัยยังบอกว่าไม่ให้เรายอมรับผิดเลย แล้วอย่างนี้มันจะทำได้จริงหรือ?

คำตอบ: อ.ประสิทธิ์ ..ผมคิดว่าคำถามนี้คงตรงใจของท่านผู้อ่านหลายคนทีเดียว ...ขอตอบแบบฟันธงเลยละกันครับว่า มีความเป็นไปได้จริงครับ แต่ทั้งนี้ต้องใช้เวลาพอสมควรที่ต้องมีการประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ การยอมรับ และความเข้าใจในทางปฏิบัติ จึงขอนำรายละเอียดในเรื่องนี้มาให้ทุกท่านได้ก้าวทันประกันภัยไปพร้อมกันเลยดังนี้ครับ

ที่มาของโครงการ “รถชนแล้ว ถ่ายรูปไว้ แยกได้ ไม่ต้องรอ” เรื่องนี้มีที่มาจากนโยบายของรัฐบาล โดยท่านนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ที่ได้รับทราบถึงปัญหาด้านการจราจรที่ติดขัดอย่างหนักด้วยปริมาณรถที่มีจำนวนมากเพิ่มขึ้น การจราจรติดขัดนั้นทำให้ประเทศชาติสูญเสียอย่างมากมายทั้งทางด้าน และเศรษฐกิจ สังคม  โดยมอบหมายท่าน พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดำเนินการแสวงหาแนวทางในแก้ไขปํญหาการจราจรให้ได้ผลโดยเร็วในทุกด้าน ซึ่งแน่นอนครับผู้ที่มีบทบาทสำคัญสำหรับการจราจรนั้นก็คือตำรวจ เนื่องจากเป็นเจ้าพนักงานจราจร ซึ่งจะต้องมีหลายมาตรการที่ต้องดำเนินการแก้ไข ...มาตรหนึ่งที่จะสามารถแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดได้นั้นคือ การแก้ไขปํญหาจากการจราจรติดขัดอันเนื่องมาจากอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถนำภาพตามได้เลยนะครับ ว่าหากมีรถยนต์สองคัน ขับมาคนละช่องทางแล้วมีคันหนึ่งเปลี่ยนช่องทางแล้วไปเบียดรถอีกคันหนึ่ง สิ่งเกิดขึ้นคือรถสองคันจอดรถแล้วลงมาเถียงกันและรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือ เจ้าหน้าที่เคลมของบริษัทประกันภัยมาจัดการเรื่องให้..นั้นก็หมายความว่าทั้งสองคันก็จะจอดรถที่เฉี่ยวชนกันนั้นคาไว้ในที่เกิดเหตุ ปัญหาที่ติดตามมาคือ รถที่ขับตามท้ายมาทั้งสองช่องทางต้องเบี่ยงรถออกซ้ายออกขวาทำให้รถอื่นๆที่ตามหลังมาชะลอและเบี่ยงออกตามๆกันไปทำให้ พื้นผิวจราจรต้องเสียไปทั้งสองช่องทาง ถนนถูกบีบกลายเป็นคอขวด การจราจรติดขัดต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ในทันที..นี่แหละครับคือต้นตอของปัญหา แล้วจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร?...ในธุรกิจประกันภัยรถยนต์โดยสมาคมประกันวินาศภัยไทยนั้นเขาได้เห็นปัญหานี้มานานแล้วและได้มีความพยายามที่จะช่วยลดปัญหาดังกล่าว ได้มีความพยายามทำความตกลงกันในมวลสมาชิกประกันภัยด้วยกันว่าหากรถที่ชนกันมีประกันภัยทั้งทั้งสองคันชนกันแล้วการสรุปว่าใครผิดใครถูกนั้นให้ผู้ขับขี่รถทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้เลย โดยให้มีการลงนามในเอกสารของใครของมันแล้วก็แลกเอกสารกัน ที่คิดว่าทุกท่านคงเคยได้ยินมาแล้วที่เรียกว่า “ชนแล้วแยก แลกใบเคลม” หรือยิ่งไปกว่านั้นยังมีการทำบันทึกข้อตกลงระหว่างกันอีกว่าจะมีการสละสิทธิ์ในการเรียกต้องค่าเสียหายต่อกันอีก ที่มีชื่อว่า “น็อค ฟอร์ น็อค” เพื่อร่วมมือกันแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดทำให้ลูกค้าต้องเสียเวลา และ เท่าที่ทราบคือมีการทำข้อตกลงในเรื่องเหล่านี้มายาวนานแล้วแต่ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าที่ควรเนื่องจากมีปํญหาในหลายประการ...จากจุดนี้แหละครับที่ทาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เคยรับรู้ถึงเรื่องข้อตกลงที่มีอยู่ของระบบประกันภัย จึงได้มีการประชุมหารือร่วมกันกับทางสมาคมประกันวินาศภัยไทยและมีการแต่งตั้งคณะทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยนำกรอบความตกลงที่มีอยู่นั้นมาขยายเพื่อให้ได้ผลในทางปฏิบัติมากขึ้นโดยต้องมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก นำมาใช้กับรถยนต์ทุกประเภท เมื่อเกิดเหตุแล้วแยกย้ายกันออกจากพื้นผิวจราจรได้ทันทีหรือโดยเร็วโดยไม่ต้องรอพนักงานเคลมหรือตำรวจ  จึงเป็นที่มาของโครงการ “รถชนแล้ว ถ่ายรูปไว้ แยกได้ ไม่ต้องรอ” ซึ่งมีการลงนามในบันทึกความร่วมมือ เรื่อง ความร่วมมือเพื่อใช้ระบบการประกันภัยแก้ไขปัญหาจราจร ขึ้น ระหว่างบริษัทประกันภัย โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย สมาคมประกันวินาศภัยไทย เป็นสักขีพยาน เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมาโดยมีหลักเณฑ์และแนวทางปฏิบัติดังนี้     

หลักเกณฑ์ของโครงการ “รถชนแล้ว ถ่ายรูปไว้ แยกได้ ไม่ต้องรอ”

1.ใช้เฉพาะกรณีที่รถยนต์เฉี่ยวชนกัน เสียหายเล็กน้อย ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

2.รถยนต์ที่เฉี่ยวชนกันนั้นมีการเอาประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ(ทุกประเภท)

3.ผู้ขับขี่ทั้งสองที่เฉี่ยวชนกันนั้นต้องตกลงกันได้ว่าใครเป็นฝ่ายผิด-ใครเป็นฝ่ายถูก

แนวทางปฏิบัติ ในโครงการ “รถชนแล้ว ถ่ายรูปไว้ แยกได้ ไม่ต้องรอ” มีสาระสำคัญ ดังนี้

1.เมื่อรถยนต์เฉี่ยวชนกัน  สิ่งที่ผู้ขับขี่ทั้งสองฝ่ายต้องทำคือ การถ่ายภาพหรือบันทึกภาพจะเป็นภาพนิ่งหรือภาพวีดิโอก็ได้ เพื่อเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นการเกิดเหตุโดยให้ทำการถ่ายภาพเป็นสองระยะ คือ

1.1.ถ่ายภาพระยะไกลหรือมุมกว้าง ที่แสดงให้เห็นถึงสภาพเหตุการที่รถชนกัน ,สภาพพื้นถนนและช่องทางการเดินของรถ และ ให้เห็นป้ายทะเบียนรถ

1.2.ถ่ายภาพระยะใกล้ โดยการถ่ายตำแหน่งความเสียหายของตัวรถที่ชนกัน ให้เห็นป้ายทะเบียน ทั้งสองฝ่าย

2.ให้ทั้งสองฝ่ายทำการตกลงกัน ว่าใครผิด-ใครถูกโดยยึดถือตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกเป็นกรอบในการตัดสินว่าใครผิดใครถูก ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างรู้ดีแก่ใจอยู่แล้วว่าใครผิดใครถูกอย่างไร

3.เมื่อตกลงกันได้แล้ว ให้ทั้งสองฝ่ายแยกย้ายออกจากพื้นผิวจราจรจากสถานที่ที่รถชนกันนั้นเข้าข้างทางริมถนนเพื่อเปิดพื้นผิวช่องทางจราจรให้รถอื่นไช้ทางได้ต่อไปโดยเร็ว

4.เมื่อรถแยกเข้าข้างทางแล้วให้ทั้งสองโทรศัพท์หาบริษัทประกันภัยของตนเองเพื่อแจ้งเหตุ ซึ่งจะมีพนักงานรับเรื่องและให้คำแนะนำว่าต้องปฏิบัติอย่างไรแต่ละกรณีดังนี้

4.1.กรณีทั้งสองฝ่ายนั้นมีประกันภัยด้วยกันทั้งคู่และมีเอกสารชนแล้วแยกอยู่ในรถก็จะแนะนำให้ทั้งสองฝ่ายนั้นต่างฝ่ายต่างกรอกรายละเอียดลงในแบบเอกสารชนแล้วแยกตามที่กำหนด ฝ่ายไหนผิดก็กาในช่องฝ่ายผิดส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายถูกก็กาลงในช่องฝ่ายถูกและลงลายมือชื่อในเอกสารของตนเอง จากนั้นจึงให้ทำการแลกเอกสารกัน และแยกย้ายกันไปทำงานหรือไปทำธุระต่างได้ทันทีไม่ต้องรอพนักงานเคลม หรือ

4.2. กรณีหากทั้งสองฝ่ายนั้นมีประกันภัยด้วยกันทั้งคู่ แต่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่มีเอกสารชนแล้วแยก หรือ ไม่มีเอกสารชนแล้วแยก เลยทั้งสองฝ่ายก็อาจเสียเวลาอีกนิดหน่อยที่บริษัทประกันภัยจะต้องทำการตรวจสอบความคุ้มครองของรถทั้งสองคัน และประสานระหว่างบริษัททั้งสอง ก่อนที่จะออกเลขรับแจ้งเหตุให้แต่ละฝ่ายจากนั้นก็สามารถแยกย้ายกันไปทำงานหรือไปทำธุระต่างได้ทันทีไม่ต้องรอพนักงานเคลม

ทั้งนี้กรณีที่รถที่เกิดเหตุเฉี่ยวชนกันนั้นไม่มีการเอาประกันภัยภาคสมัครใจ หรือคันหนึ่งคันใดมีประกันภัย แต่อีกคันหนึ่งไม่มีประกันภัย ก็จะต้องรอพนักงานเคลมหรือตำรวจมาจัดการให้ตามปกติต่อไป โดยเมื่อตกลงกันได้และมีการถ่ายรูปแล้วก็สามารถแยกออกมารอข้างทางไม่ให้กีดขวางการจราจรได้เช่นกัน

การดำเนินการภายใต้โครงการดังกล่าวนี้ ไม่ต้องรอการดำเนินการของพนักงานสอบสวน และเจ้าหน้าที่บริษัทประกันภัย โดยผู้เอาประกันภัย และคู่กรณียอมรับหลักฐานตามภาพถ่าย เพื่อใช้เป็นหลักฐานการแสดงข้อเท็จจริงประกอบการตกลงกันของทั้งสองฝ่ายโดยจะไม่โต้แย้งซึ่งกันและกัน อีกทั้งบริษัทประกันภัยจะรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุดังกล่าว

ประการที่สำคัญโครงการนี้จะเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างการรับรู้ถึงแนวทางปฏิบัติและการสร้างความมั่นใจ โดยทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสมาคมประกันวินาศภัยไทย จะต้องร่วมมือกันในการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปรับรู้ และ การสร้างความเข้าใจระหว่างกันของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และ เจ้าหน้าที่หรือพนักงานของบริษัทประกันภัย

              การใช้ระบบประกันภัยรถยนต์ตามโครงการ “รถชนแล้ว ถ่ายรูปไว้ แยกได้ ไม่ต้องรอ” นี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถแก้ไขปัญหาการจราจรได้ตามเจตนารมย์ได้อย่างแท้จริงหากรถยนต์ทุกคันมีการประกันภัยภาคสมัครใจไม่วว่าจะเป็นประเภทใดก็ตาม แล้วพบกันฉบับหน้าสวัสดีครับ...

             (บทความธุรกิจประกันภัย หนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย ฉบับที่ 347 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 พฤษภาคม 2560)

คุยกับ ทอมมี่ แอคชัวรี่ : ภาวะดอกเบี้ยต่ำ เก็บอะไรเข้าพอร์ต

ถ้าใครต้องการ "ออมเงินในระยะยาว" ในภาวะเช่นนี้ ควรต้องศึกษาให้ดี ๆ ก่อนที่จะเลือกลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่อัตราดอกเบี้ยจากการออมที่ต่ำมาก และจากผลการศึกษาที่ผมอ่านมา ทำให้ระบุได้ว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า พันธบัตรทั่วโลกก็จะให้ผลตอบแทนที่เฉลี่ยได้ไม่เกิน 2% เท่านั้น

ทำให้ผมย้อนกลับมามองใหม่ว่า ตอนนี้มีอะไรบ้างที่ยังเก็บเข้าพอร์ตได้ ซึ่งมันก็คงหนีไม่พ้น หุ้น พันธบัตร อสังหาฯ หรือไม่ก็ทองคำ แต่ไม่ว่าจะซื้อเองหรือซื้อผ่านกองทุน ราคามันแพงสูงเกินพื้นฐานของมันไปแล้ว มาสะดุดตาก็ตรงการซื้อประกันที่ทุกคนมองข้าม โดยเฉพาะตอนนี้ ผมเห็นว่าราคาของประกันบำนาญนั้นต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็นอยู่มาก อีกไม่นานราคาจะต้องถูกปรับแพงขึ้น หรือไม่มีให้ซื้ออีกแล้ว ถ้าไม่รีบเก็บเข้าพอร์ตตอนนี้ คงเสียดายและหาสินทรัพย์อื่นมาชดเชยได้ยากแน่

เราลองมาดูเหตุผลที่ทำไม ประกันบำนาญ จึงน่าเก็บเข้าพอร์ตกันดีกว่า 

1.ยังถูกอยู่ - ต้นทุนของประกันบำนาญ คือ พันธบัตรระยะยาว ในเมื่อพันธบัตรดอกเบี้ยต่ำ (ราคาแพง) แบบนี้ ราคาเบี้ยประกันจึงควรจะแพงตาม แต่โชคดีที่ปกติแล้ว ราคาแบบประกันจะไม่ปรับตัวขึ้นตามทันทีทันใด จะมีระยะเวลาตามหลังตลาดพันธบัตรประมาณ 3-6 เดือน เพราะยังมีพันธบัตรเก่า (ในราคาถูก) ที่ซื้อเก็บไว้และยังไม่ได้ใช้อยู่ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ก็เหมือนกับโรงงานทำขนมเค้ก ถ้าราคาน้ำตาลสูงขึ้นมา จริง ๆ ควรต้องขึ้นราคาตามทันที แต่เพราะมีสต๊อกน้ำตาลที่ราคาเดิมอยู่ จึงสามารถรอจนใช้น้ำตาลในสต๊อกหมดก่อน แล้วค่อยปรับราคาขนม 

2.การันตีระยะยาว - เปลี่ยนเงินก้อนจาก Active Income ในวันนี้ ให้กลายเป็น Passive Income ในอนาคต ด้วยผลตอบแทนที่การันตี เฉกเช่นพันธบัตร แต่สิ่งที่ทำมากไปกว่านั้นคือ การ Lock อัตราผลตอบแทนที่สูงในตอนนี้ได้ จนถึงอายุ 80-90 ปี (แล้วแต่แบบประกัน) ซึ่งไม่มีพันธบัตรไหนที่การันตีได้ยาวถึงขนาดนี้ ยิ่งจะคุ้มมาก ถ้าดอกเบี้ยจากพันธบัตรในอนาคต จะเหมือนกับญี่ปุ่นในสมัยก่อน ที่ผ่านมาเกือบ 20 ปี แล้วอัตราดอกเบี้ยก็ไม่เคยสูงขึ้น นับวันมีแต่น้อยลงจนติดลบไปแล้ว

3.สภาพคล่องที่ดี - เงินที่จ่ายเป็นเบี้ยประกันจะถูกสะสมในรูปของสำรองทางคณิตศาสตร์ประกันภัย ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ของคนที่ซื้อประกันไป ทำให้สามารถมีสิทธิ์กู้กรมธรรม์เพื่อนำเงินสดมาได้ตลอดเวลา จึงมีสภาพคล่องมากกว่า LTF หรือ RMF ที่ไม่สามารถแปลงเป็นสภาพคล่องเพื่อนำเงินสดออกมาใช้ชั่วคราว

4.การกระจายความเสี่ยง - มันคงจะเสี่ยงมากถ้าใครที่คิดจะลงทุนโดยถือแค่หุ้นหรือพันธบัตรเท่านั้น แต่ในการวางแผนการเงินที่ดี จะต้องมีการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงไปด้วย เพราะไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไร วิกฤตเศรษฐกิจจะเกิดฟองสบู่แตก หุ้นตก หรือดอกเบี้ยติดลบ ทางที่ดีที่สุดก็ควรจะมีสินทรัพย์หลาย ๆ อย่างไว้กระจายความเสี่ยง อย่างน้อยเราก็ควรจะมีแหล่งรายได้จากหลาย ๆ ด้าน บางอย่างถือระยะสั้นได้ แต่ก็มีบางอย่างเผื่อถือไว้ระยะยาว

5.สิทธิทางภาษี 3 ต่อ - เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าเบี้ยบางชนิดที่จ่ายไปนำไปลดหย่อนภาษีได้ (ถ้าใครฐานภาษี 10% ก็เท่ากับเหมือนได้ส่วนลดไป 10% เป็นการออมที่น่าสนใจมาก) แต่สิ่งที่ได้มากไปกว่านั้นคือ ดอกเบี้ยผลตอบแทนที่ได้รับจะได้รับการยกเว้นภาษี (ดอกเบี้ยจากเงินฝากประจำ พันธบัตร หุ้นกู้ หรือตราสารหนี้อื่น ๆ จะต้องเสียภาษีถึง 15%) และสุดท้าย ถ้ามีทุนประกันจ่ายเมื่อเสียชีวิต ก็จะสามารถถ่ายโอนเป็นมรดกให้ลูกหลาน โดยไม่เสียภาษีมรดก

6.สิทธิ์ในการ Refinance - ตราสารตัวนี้ถ้าผมมองในมุมของวิศวกรรมการเงิน ก็ถือเป็น Puttable Bond อย่างหนึ่ง ซึ่งหมายความว่า เมื่อดอกเบี้ยในตลาดเกิดสูงขึ้นมา ผู้บริโภคก็สามารถใช้สิทธิ์ถอนเงินออกมา Refinance เพื่อไปลงทุนใหม่ในพันธบัตรที่อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าได้ (แต่ก็จะเสียสิทธิ์ในการลดหย่อนทางภาษีไป จึงต้องถามผู้รู้และศึกษาให้ดี ๆ ก่อน) 

สุดท้ายนี้ ผมเห็นว่าการวางแผนการเงินเพื่อเกษียณนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่าย เพราะเป็นเรื่องการวางแผนระยะยาว และมีแต่ความรู้เท่านั้นที่จะทำให้เราเห็นโอกาสในการจัดพอร์ตการออมให้ยั่งยืนแบบนี้ได้ 

              ดังนั้นควรซื้อถูก และเก็บยาวแบบนักลงทุนเน้นคุณค่า (นักลงทุน VI) เป็นหนึ่งในสูตรสำเร็จของการวางแผนการเงินยามเกษียณครับ

              (บทความธุรกิจประกันภัย หนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย ฉบับที่ 347 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 พฤษภาคม 2560)

MDRT : ก้าวที่ไม่เท่ากันก็เข้าเส้นชัยได้

No matter what it is, do not lose your faith....You are the best in your life.

ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร อยู่ในสถานการณ์เช่นไร.....อย่าสูญเสียศรัทธาในตัวคุณเอง  เพราะคุณคุณคือ “ผู้ที่ยอดเยี่ยมที่สุด”

เรามักจะละเลยสิ่งเล็กๆ น้อยๆ จนหลายครั้งสิ่งเหล่านั้นกลับมาทำร้ายเราเอง  ไม่ว่าจะเป็น "ฝุ่นเข้าตา" ทำให้เราเสียน้ำตาได้  เข็มเย็บผ้าทิ่มนิ้ว ทำเราเลือดไหล  ตะกอนไขมันเล็กน้อย เกาะเส้นเลือดหัวใจ หัวใจไม่ทำงาน    เศษอาหารตกไปอยู่ในไส้ติ่ง จนต้องผ่าออก

อย่า Focus แต่เป้าหมายใหญ่  จนลืมใส่ใจสิ่งเล็กน้อยเพราะเราอาจจะพลาดเป้าหมายใหญ่ได้  ถ้าเมื่อใดสิ่งเล็กๆ นั้นมันทำพิษขึ้นมา

ความสำเร็จ ... ไม่ได้วัดกันที่กำไร      ความล้มเหลว ... ก็ไม่ได้วัดกันที่ขาดทุน

ล้มเหลวคุณขาดทุนเท่าไรสำเร็จคุณกำไรมากไหม?   ในยุคที่อะไรต่อมิอะไรวัดความสำเร็จกันที่ตัวเงิน   ผลประกอบการ กำไร ขาดทุน   ทำให้ใครหลายคนรู้สึกท้อถอยกับ คำว่า "กำไร ขาดทุน"  เมื่อใดก็แล้วแต่หากเรานำจำนวน "เงิน" มาจับคู่กับ "ความสำเร็จ" หรือ "ความล้มเหลว"   เมื่อนั้น นิยามของความสำเร็จในชีวิต จะเปลี่ยนไปทันที  หลายคนมักบอกอยู่เสมอว่าต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต

            ก้าวที่ไม่เท่า ก็เข้าเส้นชัยได้  คนเราก้าวไม่เหมือนกัน บางคนก้าวยาว บางคนก้าวสั้น  บางคนก้าวช้า บางคนก้าวเร็ว   แต่เชื่อเถอะ ถ้าเราก้าวไม่หยุดก็ถึงเส้นชัยได้เหมือนกัน  แต่ละคนมีวิธีก้าวไม่เหมือนกันนั่นไม่สำคัญหรอก ...สิ่งที่สำคัญ คือ แต่ละก้าว ให้อะไรกับเราบ้างต่างหาก

บางครั้งเรามักมองข้อจำกัดหรือปัญหาเป็นอุปสรรคจนทำให้เกิดความท้อถอยและเป็นตัวฉุดให้เราไม่เติบโตหรือควรจะขยายไปได้ไกลกว่าที่ควรจะไป เราควรปรับเปลี่ยน “ข้อจำกัด” เป็น “โอกาส”

Turn your Limitation to Opportunity

Turn your failure to success

Turn your fear to Hope and

Turn you Passion to Action now....

             When you say yes to others, make sure you are not saying no to yourself."

             (บทความธุรกิจประกันภัย หนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย ฉบับที่ 347 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 พฤษภาคม 2560)

ติดอาวุธความคิด : จรรยาบรรณที่ดี คือการดำเนินธุรกิจที่ดี

จรรยาบรรณไม่ใช่คำพูดที่สวยหรู ดูสูงส่ง แต่เป็นคำสัญญาที่ต้องทำตามที่พูดในชีวิตจริง เมื่อมีคนทำผิดจรรยาบรรณ แม้มีจำนวนน้อย แต่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทั้งผู้บริโภค ทั้งเพื่อนร่วมวิชาชีพ รวมถึงอุตสาหกรรมและสังคม

มืออาชีพ หรือนักวิชาชีพทุกสาขาต่างก็มีพันธะสัญญาของตน ผู้บริโภค หรือลูกค้าคาดหวังว่ามืออาชีพผู้ให้บริการจะทำตามพันธะสัญญานั้น ไม่ว่าจะเป็นหมอ ทนายความ นักบัญชี วิศวกร ผู้ให้บริการทางการเงิน และอื่นๆอีกมากมาย

สิ่งที่ลูกค้าคาดหวัง 2 ข้อที่สำคัญที่สุดคือ

1.การให้บริการด้วยความเชี่ยวชาญอย่างมืออาชีพ รู้จริงในสิ่งที่ทำ และทำได้ดี ทั้งยังทำมากพออย่างสม่ำเสมอ

2.ความซื่อสัตย์ ไว้ใจได้ มีแนวทางการปฏิบัติงานที่ดี มีจรรยาบรรณของมืออาชีพ

จรรยาบรรณที่ดี คือการดำเนินธุรกิจที่ดี

จรรยาบรรณของผู้ประกอบธุรกิจเป็นสิ่งที่สาธารณะชนคาดหวังสูงขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเงิน และชีวิตคน รวมถึงการขายประกันชีวิต เสมือนเป็นพันธะสัญญาที่ตัวแทนประกันชีวิตต้องส่งมอบเพื่อสนองตอบต่อความคาดหวังเช่นนี้

ตัวแทนประกันชีวิตมีพันธะสำคัญ 4 ประการ คือ

1.พันธะต่อบริษัทซึ่งเป็นผู้จัดหาสินค้าประกันชีวิต ในฐานะที่ตัวแทนเป็นผู้กระทำการแทนบริษัทของตน

            2.พันธะต่อตนเอง และอาชีพตัวแทนประกันชีวิต การกระทำของตัวแทนทุกคนมีผลต่อเกียรติ ศักดิ์ศรี และความไว้วางใจของสาธารณะชนที่มีต่ออาชีพตัวแทนประกันชีวิต

3.พันธะต่อลูกค้า หรือผู้ถือกรมธรรม์ เมื่อส่งมอบกรมธรรม์แก่ลูกค้า เราไม่เพียงแต่ส่งมอบสัญญาของบริษัทประกัน เราได้ส่งมอบคำสัญญาของตัวแทนที่จะให้บริการอย่างมืออาชีพด้วย ในขณะเดียวกันลูกค้าไม่เพียงแต่จ่ายเงินเพื่อซื้อประกันชีวิต พวกเขาได้จ่ายความไว้วางใจอันประมาณค่าไม่ได้แก่เราด้วย

4.พันธะต่อสังคม เมื่อเราแสดงตนเป็นตัวแทนประกันชีวิต เราได้ให้สัญญาต่อสังคมที่จะประกอบวิชาชีพอย่างเหมาะสม

จรรยาบรรณของตัวแทนประกันชีวิตคือหลักการ 10 ข้อที่เป็นแนวทางให้เราทำตามพันธะสัญญา อันจะส่งผลดีต่อทุกฝ่าย

จรรยาบรรณไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นกฎทางศีลธรรมที่เหนือกว่ากฎหมาย การกระทำที่ไม่อาจชี้ชัดว่าผิดกฎหมาย แต่ผิดจรรยาบรรณ ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่พึงปฏิบัติ การทำผิดจรรยาบรรณ ก่อความเสียหายหลายด้าน แต่ที่สำคัญ เมื่อผู้บริโภคถูกทำร้าย ธุรกิจก็อาจถูกทำลาย เป็นความจริงโดยแท้

             การศึกษาจรรยาบรรณเมื่อเริ่มต้นอาชีพ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่การใช้หลักจรรยาบรรณในการปฏิบัติงานทุกวัน คือการส่งมอบตามพันธะสัญญาของตัวแทนประกันชีวิต อันจะนำไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

             (บทความธุรกิจประกันภัย หนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย ฉบับที่ 347 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 พฤษภาคม 2560)

รวมพลังสร้างอนาคต : Happy work, Happy Life (ตอนที่ 1)

ผมเกิดในยุคที่ตัวแทนประกันชีวิตมีคนซื้อประกันชีวิตเพียง 3 % เท่านั้น ตัวแทนใหม่ส่วนใหญ่ ที่เข้ามาในอาชีพก็ล้มเลิกและออกไป เพียงเพราะทนแรงกดดันนั้นไม่ไหว ไม่มีใครที่ชอบประกันชีวิต  อีกทั้งดอกเบี้ยธนาคารยังได้มากกว่าประกันชีวิตถึง 10 % ทำให้ประกันชีวิตได้รับความสนใจจากผู้คนน้อยมาก แต่ในปัจจุบันกลับตรงกันข้าม พวกคุณเกิดในยุคที่ดอกเบี้ยของประกันชีวิตมากกว่าดอกเบี้ยธนาคารเยอะมาก แต่ก็ยังมีหลายคนที่บ่นว่าประกันชีวิตนั้นขายยาก ถ้าเปรียบเทียบกับผม ผมขายได้ยากมาก แต่ผมก็ยังคงเลือกที่จะอยูในอาชีพตัวแทนประกันชีวิต

ในวันที่ผมรู้จักอาชีพประกันชีวิต ผมรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ผมมองว่าธุรกิจนี้มีตลาด ขนาดใหญ่ที่สามารถเติบโตได้ เพราะยังไม่มีคนสนใจซื้อประกันตั้ง 97 % แต่ในขณะเดียวกันหลายคนมองว่าธุรกิจนี้ไม่น่าสนใจ เพราะมีคนที่สนใจซื้อประกันชีวิตเพียงแค่ 3 % เท่านั้น แต่ในปัจจุบันคนไทยหันมาซื้อธุรกิจประกันชีวิตเพิ่มขึ้นมากถึง 20 % แต่ก็ยังคงน้อยกว่าหลายๆประเทศในอาเซียน หากเปรียบเทียบกับประเทศญี่ปุ่น สมัยก่อนคนญี่ปุ่นมักจะนิยมทำประกันชีวิตมากถึง 100 % และในปัจจุบันคนญี่ปุ่นก็ยังคงนิยมทำประกันชีวิตแต่เพิ่มสูงขึ้นถึง 400 % หรือเท่ากับคนญี่ปุ่น 1 คน มีกรมธรรม์คนละ 4 ฉบับ  ฉะนั้น ถ้าคนญี่ปุ่นเสียชีวิต 1 คน คนรวยจะเกิดขึ้น 4 คน ดังนั้น ธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทยยังถือว่าได้รับความสนใจจากผู้คนน้อย แต่ก็มีโอกาสได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผมมองว่าในอนาคตธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทยจะมีตลาดที่ดีกว่าประเทศญี่ปุ่น ธุรกิจ เติบโตมากขึ้นถึง 100 %  เพราะเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economics Community – AEC) นั้น ทุกประเทศจะมองมาที่ประเทศไทย คนไทยจะมีความรู้มากขึ้นและทุกอย่างจะช่วยเอื้ออำนวยมากขึ้น

ทำให้ยอดขายประกันชีวิตจากเดิม 20 % จะสามารถเติบโตได้มากถึง100 % ในระยะเวลาอันสั้น

คนเราแต่ละคนมักจะมีมุมมองที่แตกต่างกัน หากคุณไปสมัครงานครั้งแรก คุณมัก ตอบรับทุกอย่างเพื่อทำให้รับคุณเข้าทำงาน  แม้ว่าบางอย่างคุณจะทำไม่ได้ แต่คุณก็จะบอกว่าทำได้ไว้ก่อน แต่ในทางกลับกันหากมีคนชวนคุณทำธุรกิจประกันชีวิต เขาบอกว่าคุณทำได้ เพราะคุณบุคลิกดี พูดเก่ง คุณก็มักจะปฏิเสธว่าอาชีพนี้ไม่เหมาะกับคุณ ง่ายๆ คือ คุณพูดทุกอย่างเพื่อให้เขาไม่รับคุณ

ดังนั้น มุมมองนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าคนเราไม่เข้าใจเรื่องนี้คุณอาจจะพลาดบางสิ่งบางอย่างได้ เพราะวิธีคิดของคนแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน ดังเช่น พี่น้องบางคนยังมีนิสัยที่แตกต่างกัน หรือ บัณฑิตเรียนจบใหม่เหมือนกัน แต่เงินเดือนของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน เพราะมีวิธีคิดที่แตกต่างกัน

สมัยเมื่อ 30 ปีก่อน ผมมักจะมีความคิดที่แตกต่างจากคนอื่น ผมมีความคิดที่ใหญ่แต่ไม่มีเงิน สิ่งเดียวที่ทำให้ผมนั้นเติบโต นั้นคือ ความเชื่อที่จะประสบความสำเร็จ  ผมเชื่อว่าผมจะเติบโตและร่ำรวย และผมต้องทำได้  ผมจับจ้องและจับถูกตนเอง ตอนที่ผมเข้ามาอาชีพประกันชีวิตแรกๆ ผมมีอายุน้อยที่สุดนั้นกลุ่ม ทุกคนเชื่อว่าผมจะอยู่ในอาชีพนี้ได้ไม่นาน เพราะถ้าเราอายุน้อยเวลาที่เราไปขายประกันชีวิต จะดูไม่น่าเชื่อถือ ผมตัดสินใจนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับหัวหน้าของผม หัวหน้าของผมก็หัวเราะ เขาบอกกับผมว่า ก่อนหน้านี้มีตัวแทนอายุมากคนหนึ่งมานั่งคุยกับหัวหน้า แล้วบ่นว่าเขาเป็นตัวแทนที่อายุมาก ไม่สามารถขายประกันได้ เพราะลูกค้าบอกว่าถ้าเราเสียชีวิตก่อนลูกค้าแล้วใครจะดูแลลูกค้า เพราะฉะนั้น การตัวแทนที่อายุมากนั้น ก็ไม่เหมาะที่จะขายประกันชีวิต ต้องตัวแทนที่อายุน้อย

ผมได้ฟังเรื่องนี้ทำให้ผมคิดว่า เราต่างคนต่างจับผิดตนเอง พวกเราคิดแต่ว่าตนเองนั้นมีข้อเสีย จนลืมคิดข้อดีของตนเอง ข้อดีของคนที่อายุน้อย คือ  การมีพละกำลังที่ดี เวลาไปขอให้ผู้ใหญ่สนับสนุนก็จะดูน่ารัก แต่ประสบการณ์นั้นอาจสู้คนที่มีอายุมากไม่ได้ สำหรับตัวแทนที่อายุมากข้อดี คือ  การที่เขามีประสบการณ์ที่ดีและดูน่าเชื่อมากกว่า

ดังนั้น การที่เราจะประสบความสำเร็จได้นั้น เราต้องรู้จักมองข้อดีของตนเอง เราต้องพยายามหามุมมองที่เราคิดว่าทำให้เราประสบความสำเร็จ ต้องจับจ้องและจับถูกตนเอง และที่สำคัญคุณต้องห้ามบ่นว่าไม่เหมาะสมกับอาชีพนี้ ถ้าคุณเลือกมองมุมมองที่ดี ชีวิตของคุณก็จะมี แต่ความสุขและจะประสบความสำเร็จ

หลายคนอาจมองว่าประกันชีวิตไม่จำเป็นต้องรีบซื้อ เมื่อถึงเวลาค่อยซื้อ ฉะนัั้น มุมมองประกันชีวิตที่คุณควรรู้ คือ

1.       คุณต้องซื้อก่อนใช้ เพราะถ้าคุณเสียชีวิตไปแล้ว คุณจะไม่สามารถซื้อได้  หลายคนอาจมองว่าการเป็นตัวแทนประกันชีวิตเวลาไปขายใคร ก็ไม่มีใครซื้อ เพราะลูกค้า ยังไม่พร้อม ยังไม่จำเป็น และยังไม่ต้องการ แต่เชื่อหรือไม่ หากคุณลองไปถามตอนที่เขาอยู่โรงพยาบาล ตอนที่สายระโยงระยาง ว่าคุณสนใจซื้อประกันหรือไม่ เขาจะตอบว่าซื้อทันที แต่มันก็สายเกินไปแล้ว เพราะเวลาที่คุณพร้อม คุณก็ขาดคุณสมบัติไปแล้ว ไม่ที่จะสามารถซื้อประกันได้ ฉะนั้น การทำประกันชีวิตคุณต้องซื้อตอนที่คุณยังไม่พร้อม ยังไม่จำเป็น ยังไม่ต้องการ และต้องซื้อเดี๋ยวนี้

2.       เวลาที่ต้องใช้ไม่เคยมากพอ เวลาที่เราได้เช็คเคลมกับบริษัทประกันชีวิต มีลูกค้าเคยบ่นไหมว่า ให้มากเกินไป คำตอบก็คือ ไม่มีลูกค้ากลับพูดว่า  ได้น้อยเกินไป” รู้อย่างนี้ซื้อประกันเยอะกว่านี้ดีกว่า ทำไมคุณไม่ขายให้ผมเยอะๆ แต่หากย้อนกลับไปตอนตกลงซื้อ ลูกค้ามักจะบอกกับตัวแทนว่า “ซื้อประกันที่ถูกที่สุด”

3.       มนุษย์ทุกคนจำเป็นต้องมีประกันชีวิต แต่หลายคนไม่รู้ เราต้องมีเงินเก็บไว้ใช้ในอนาคต และต้องมีหลักประกันชีวิตไว้ตอนที่เรานั้นไม่อยู่แล้ว เพื่อไม่ทำให้คนข้างหลังนั้นเตือนร้อน หลายคนรู้ว่าจำเป็นต้องซื้อประกันชีวิต แต่สิ่งที่พวกเขายังไม่รู้ คือ ต้องซื้อเดี๋ยวนี้ฉะนั้น สิ่งที่ตัวแทนประกันชีวิตต้องทำ คือ คุณต้องไปอธิบายให้ ลูกค้าเข้าใจ ว่าทำไมลูกค้าจะต้องซื้อเดี๋ยวนี้ เพราะอะไร

ส่วนตัวของผมคิดว่า การซื้อประกันชีวิตนั้นปรียบเสมือนเป็นการแสดงความรักต่อคนที่เรารัก สิ่งที่ผมพูดไปข้างต้นหลายคนคงจะเข้าใจพื้นฐานแล้วว่า ทำไมเราจึงต้องทำประกันชีวิต ดังนั้น เวลาที่ลูกค้าบอกว่ายังไม่พร้อม  จงยิ้มได้อย่างสบายใจ ดีกว่าที่ลูกค้าบอกว่าพร้อมแล้ว  เพราะ ถ้าลูกค้าพร้อม นั่นหมายความว่า ลูกค้าไม่สามารถซื้อประกันชีวิตได้แล้ว

              ฉบับต่อไปผมจะมาพูดในเรื่อง การเงิน ที่ตัวแทนประกันชีวิตจำเป็นต้องรู้ ถ้าคุณอยากจะประสบความสำเร็จ โปรดติดตามต่อฉบับหน้า

              (บทความธุรกิจประกันภัย หนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย ฉบับที่ 347 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 พฤษภาคม 2560)

ทำไมต้องประกันชีวิต : “ทำไมธุรกิจประกันชีวิตโตช้า”

ประกันชีวิตเป็นธุรกิจที่ผู้เอาประกันทำไว้แล้วต้องรอผลพิสูจน์เหตุที่เกิด ดังนั้น เมื่อเกิดเหตุแล้วไม่สามารถใช้บริการได้ตามที่ตัวแทนได้อธิบายไว้ หรือเมื่อครบสัญญาแล้วไม่สามารถได้รับผลตอบแทนตามที่ตัวแทนได้ให้รายละเอียดไว้ เป็นเหตุให้ผู้เอาประกันต้องฟ้องร้องหรือบางรายก็ปล่อยเลยตามเลย แต่ก็ฝักใจไปแล้วว่าจะไม่ข้องเกี่ยวกับประกันชีวิตอีกในชีวิตนี้ตลอดไป                                                                                   

การที่ลูกค้ารายหนึ่งทำประกันชีวิตไว้แล้วเมื่อเกิดเหตุแล้วสามารถเคลมได้ตามที่ตัวแทนอธิบายไว้ ผลคือลูกค้าได้รับผลตามที่ตนทำไว้อย่างพอใจก็จะมีการแนะนำเพื่อนหรือคนรู้จักให้ทำประกันชีวิตต่อ เป็นการเผยแพร่ทำให้ขยายลูกค้าได้

ส่วนในรายที่ทำประกันชีวิตแล้ว เมื่อถึงวันที่จะเคลมตามที่ได้รับทราบจากการอธิบายของตัวแทน แต่กลับไม่สามารถเคลมได้ จะด้วยสาเหตุทำประกันไม่ครบทุกกรณีเพื่อเบี้ยประกันจะได้ราคาถูกตามที่ลูกค้าพอใจทำให้ตัดสินใจซื้อได้ง่าย หรือจะด้วยเหตุตัวแทนอธิบายไม่ครบ มันก็สายเกินไปที่จะแก้ตัวเสียแล้ว หรือแม้กระทั่งบางรายครบกำหนดแล้วไม่ได้ผลตอบแทนตามที่ตัวแทนอธิบายไว้ ด้วยกรณีเช่นนี้คือการทำลายความรู้สึกของผู้เอาประกันที่ตั้งความหวังไว้แล้วต้องเสียความรู้สึกอย่างมาก นี่คือสาเหตุที่ทำให้ผู้เอาประกันเมื่อพบใครที่รู้จักก็ว่ากล่าวสาปส่งการประกันชีวิต ว่าไม่ได้ตามที่ตัวแทนได้เคยอธิบายไว้ เหตุการณ์เช่นนี้คือการที่ทำให้ธุรกิจประกันชีวิตต้องย่ำอยู่กับที่

จึงสรุปได้ว่าตัวแทนที่ไร้จรรยาบรรณมีส่วนอย่างมากที่ทำให้ประกันชีวิตขยายตัวได้ช้า หรือบางช่วงเวลาต้องถอยหลังด้วยซ้ำ

ผมจึงอยากขอวิงวอนท่านที่เข้ามาสู้อาชีพนักขายประกันชีวิต ได้โปรดมีจิตใจที่มุ่งมั่น นำเสนอแต่สิ่งที่ถูกต้องอย่างตรงไปตรงมา ให้ลูกค้าทำประกันชีวิตด้วยความเต็มใจอธิบายให้ตรงกับสัญญา ซึ่งลูกค้าไม่ได้อ่าน อะไรที่จะกำไรอะไรที่จะขาดทุนพูดไปตรงๆ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของอาชีพนักขายประกันชีวิตแบบมืออาชีพ ขอให้ท่านที่คิดดีทำดีจงเจริญรุ่งเรืองตลอดไป.

(บทความธุรกิจประกันภัย หนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย ฉบับที่ 347 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 พฤษภาคม 2560)

ประกันชีวิต ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ : ข้อควรจำ 15 ข้อ

1.       ความสำเร็จเกิดขึ้นเมื่อคุณมีประสบการณ์มากขึ้น

2.       ไม่มีถนนสายใดยาวเกินไป  หากเราก้าวเดินอย่างเด็ดเดี่ยวและมั่นคง

3.       ไม่มีใครเป็นมาแต่เกิด  ของยากหากทำบ่อยก็จะง่าย ของง่ายทำบ่อยก็จะชำนาญ

4.       คนคิดใหญ่ไม่เคยเล็ก  คนคิดเล็กไม่เคยใหญ่

5.       คุณไม่อาจได้ในสิ่งที่ดีกว่านี้  หากคุณยังกลัวการเปลี่ยนแปลง

6.       คนจะสงสัยในสิ่งที่ท่านพูด  แต่จะเชื่อในสิ่งที่ท่านทำ

7.       จิตที่ไม่เข้มแข็งจะยากต่อการเรียนรู้และรับปัญหา

8.       คนสำเร็จ สร้างโอกาส  คนล้มเหลว รอโอกาส

9.       ไม่มีใครล้มเหลวเพราะขาดความรู้  แต่ส่วนใหญ่ล้มเหลวเพราะขาดการจัดการ

10.   กองทัพที่ยิ่งใหญ่  มาจากการเตรียมพร้อม  และซ้อมรบตลอดเวลา

11.   บ่อยครั้งที่อุปสรรคทำให้เราลืมหน้าที่  ทั้งที่เป็นคนละเรื่องกัน

12.   การเปลี่ยนแปลงไม่ได้  คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด

13.   ในชีวิตนี้เราควรรู้ว่า  “ต้องทำอะไร”  และ  “ต้องไม่ทำอะไร”

14.   ลองเปิดตาสองข้าง จะทำให้เรามองเห็นโลกได้กว้างยิ่งขึ้น

15.   เพราะคุณมีความสำคัญต่อคนรอบข้าง คุณจึงต้องสำเร็จและไม่ท้อถอย

(บทความธุรกิจประกันภัย หนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย ฉบับที่ 347 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 พฤษภาคม 2560)

สกู๊ปขายตรง : สงกรานต์อลหม่าน!! แชร์ท่องเที่ยวทำพิษ ซ้ำรอยยูฟันสโตร์

สงกรานต์เป็นวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ตามประเพณีไทย ถือเป็นเทศกาลของคนไทยที่เป็นวันเฉลิมฉลอง เป็นวันหยุดยาวที่ทุกคนในครอบครัวจะได้พบปะเจอหน้ากัน ท่องเที่ยวด้วยกัน สนุกสนานเฮฮาด้วยกัน แบบสังคมไทยที่สืบทอดกันมาอย่างช้านาน แต่ในปีนี้บางครอบครัวไม่เป็นดั่งฝันที่วางไว้ เมื่อเจอพิษแชร์ลูกโซ่ แอบอ้างธุรกิจขายตรงในการล่อลวงเหยื่อให้หลงเชื่อ กับสมญานาม “แชร์ทริปท่องเที่ยวโชกุน” โดยใช้ทริปท่องเที่ยวที่ราคาไม่แพงในการจูงใจผู้คนให้เข้าร่วมธุรกิจ ทำให้สมาชิกถูกลอยแพล้นสนามบินสุวรรณภูมินับพันชีวิต ตอกย้ำภาพลักษณ์ขายตรงน้ำดี ได้รับความเสื่อมเสียไปด้วยทั้งที่ประกอบธุรกิจที่สุจริต เพราะคนส่วนใหญ่จะเหมารวมว่า “ขายตรง” นั่นแหละแชร์ลูกโซ่ หากินกับความเกรงใจของคนอื่นหรือการหลอกลวงคน

เป็นข่าวโด่งดังสงกรานต์ปี58

ต้องย้อนกลับไปกับคดีฉาวที่ส่งผลกระทบทำให้ธุรกิจขายตรงได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง “ยูฟัน สโตร์” กลายเป็นข่าวครึกโครมที่ร้อนแรงไม่แพ้กับอุณหภูมิของไทยช่วงสงกรานต์ช่วงนั้น เมื่อบริษัท ยูฟัน สโตร์ จำกัด สัญชาติมาเลเซีย ที่คนส่วนใหญ่รู้จักในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องสำอาง อาหารเสริม มีการจดทะเบียนดำเนินธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือสคบ.

            ซึ่งในการทำธุรกิจมีการออกสกุลเงินของตัวเองที่เรียกว่า ยู โทเคน (U Token) ใช้แทนสกุลเงินปกติ เพื่อซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและเงินตราในโลกออนไลน์ และมีสมาชิกมากกว่าแสนรายร่วมการลงทุนในครั้งนั้น มีความเสียหายนับหมื่นล้านบาท

             การทลายเครือข่ายแชร์ลูกโซ่ครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนั้นนำโดย พล.ต.ท. สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วย ผบ.ตร. สนธิกำลังหน่วยงานภาครัฐ อาทิ สคบ. ปคบ. ปปง. เข้าบุกตรวจค้นตั้งแต่เช้าตรู่วันที่ 10 เมษายน 2558 นำหมายค้นศาลอาญาแยกย้ายเข้าตรวจค้นที่พักของบรรดาผู้บริหารและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท ยูฟัน สโตร์ ทั้งหมด 3 จุด ยึดทรัพย์ 250 ล้านบาท พร้อมกับควบคุมตัวผู้บริหารยูฟันทันที

 

ใช้เวลา 2 ปี ศาลสั่งคุกหมื่นปี

“คดียูฟัน สโตร์” ถือเป็นคดีตัวอย่าง และเป็นบรรทัดฐานใหม่ สำหรับแชร์ลูกโซ่ เพราะการทำคดีนี้ใช้เวลาเพียง 2 ปีเท่านั้น ศาลสามารถที่จะปิดคดีลงได้ และได้นำทรัพย์เฉลี่ยคืนผู้เสียหาย นอกจากนี้คดียูฟันฯ ไม่เพียงแต่กรรมการบริษัทเท่านั้นที่ต้องคำพิพากษา แต่มีแม่ทีมใหญ่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการทำธุรกิจหลอกลวงสมาชิกถูกร่างแหไปด้วย

โดยจำเลยทั้ง 43 คน ในคดียูฟันฯ ศาลพิพากษาจำคุกจำเลยทั้งหมด 22 คน โดยมีโทษตั้งแต่ 12,255 ปี ถึง 12,267 ปี  และสั่งปรับบริษัทยูเทรดดิ้งจำกัดจำเลยร่วม 1,225 ล้านบาท และมีคำสั่งให้ยกฟ้องจำเลย 21 คน             

 

แชร์ซินแสโชกุนซ้ำรอยยูฟัน

กลายเป็นประเด็นร้อนระอุรับสงกรานต์อีกปีหนึ่ง สำหรับวงการขายตรงไทยที่ต้องรับศึกหนักอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่า “ความวัวไม่ทันหาย ความควายเข้ามาแทรก” สำหรับคดีแชร์ลูกโซ่  “ซินแสโชกุน” ซึ่งมีการลอยแพนักธุรกิจที่ลงทุนซื้อทัวร์ไปเที่ยวญี่ปุ่น มารวมตัวกันเพื่อเตรียมบินจำนวนกว่า 1,000 คน โดยระบุว่าได้ซื้อสินค้าและทัวร์ในราคา 9,730-13,000 บาท ซึ่งมีกำหนดการบินในวันที่ 11-16 เมษายน 2560 แต่เมื่อสมาชิกเดินทางมาถึงสนามบินปรากฏว่าไม่ได้ขึ้นบินตามที่คนแนะนำกล่าวอ้างไว้ ทำให้สมาชิกตกค้างอยู่ที่สนามบินเป็นจำนวนมาก

ในครั้งนี้ขายตรงตกเป็นแพะอีกเช่นเคย เมื่อมีคำว่าแชร์ลูกโซ่เข้ามาเอี่ยว ในความคิดของคนส่วนใหญ่จะมีความคิดไปถึงธุรกิจขายตรงในทันที แต่แท้ที่จริงแล้วคดีนี้มีการแอบอ้างธุรกิจขายตรงในการทำธุรกิจ เพราะแม่ทีมส่วนใหญ่ได้เคยผ่านการทำธุรกิจขายตรงมาก่อน จึงนำเอาจุดอ่อนหรือช่องว่างไปทำธุรกิจที่ไม่มีกฎหมายรองรับเพราะสามารถหาเงินได้ง่าย

  

สคบ.เร่งชี้แจง WealthEver ไม่ใช่ขายตรง

เรียกว่านาทีนี้หน่วยงานภาครัฐที่ควบคุมธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงคือสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ทำงานอย่างรวดเร็วฉับไว ออกมาชี้แจงเร่งด่วนในค่ำคืนเดียวกันผ่าน  เพจเฟซบุ๊กของสคบ.กองคุ้มครองผู้บริโภคด้านธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง ระบุว่า ชี้แจงกรณีสมาชิกบริษัท WealthEver ถูกหลอกซื้อทัวร์ญี่ปุ่นตามที่ปรากฏข่าวทางสื่อสังคมออนไลน์ในขณะนี้ กรณีสมาชิกของบริษัทแห่งหนึ่ง ซื้อทัวร์และเดินทางด้วยเครื่องบินแบบเช่าเหมาลำเพื่อไปท่องเที่ยวยังประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 11 ถึง 16 เมษายน 2560 ในราคาคนละ 13,130 บาท และได้จ่ายเงินซื้อทัวร์ดังกล่าวไปแล้ว แต่เมื่อถึงเวลาเดินทาง ปรากฏว่าไม่มีเที่ยวบินเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่น ทำให้กลุ่มสมาชิกที่ซื้อทัวร์ตกค้างที่สนามบินสุวรรณภูมิเป็นจำนวนมาก และจากกรณีดังกล่าว มีการกล่าวอ้างว่าบริษัทได้จดทะเบียนการประกอบธุรกิจขายตรงกับทาง สคบ.นั้น กองคุ้มครองผู้บริโภคด้านธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง ขอชี้แจงว่า จากการตรวจสอบทะเบียนการประกอบธุรกิจขายตรง ไม่พบว่าบริษัทดังกล่าวได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจขายตรงจาก สคบ. แต่อย่างใด อีกทั้งการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการนำเที่ยว ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 ซึ่งนายทะเบียนตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 ไม่สามารถรับจดทะเบียนให้ประกอบธุรกิจขายตรงได้

ถือว่าการทำงานในครั้งนี้ของหน่วยงานภาครัฐโดยเฉพาะสคบ. เป็นการทำงานที่รวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ทำให้ธุรกิจขายตรงไม่ต้องตกเป็นจำเลยของสังคม เพราะในทุกวันนี้โซเชียลมีบทบาททางสังคมเป็นอย่างมาก ข่าวที่เกิดขึ้นสามารถสร้างความเสียหายให้ธุรกิจขายตรงได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง

              อย่างไรก็ตามทั้งสองคดี “ยูฟัน สโตร์” และ “แชร์ซินแสโชกุน” ต่างเป็นที่จับตามองในตอนนี้ คงหนีไม่พ้นเหล่า “แม่ทีม” ตัวการสำคัญในการทำธุรกิจจะถูกดำเนินคดีด้วย เพราะในคดี “ยูฟัน สโตร์” ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าไม่ใช่แต่กรรมการบริษัทเท่านั้น แม่ทีมที่มีส่วนได้เสียกับบริษัท ก็จะโดนคดีด้วยเหมือนกัน

              (บทความธุรกิจเครือข่าย หนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย ฉบับที่ 347 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 พฤษภาคม 2560)

บทความสกู๊ปประกันภัย : โจทย์ใหญ่คปภ. ผลักดันอย่างไร "ประกันข้าวนาปี" ติดตลาด

เป็นที่ลุ้นอย่างใจจดใจจ่อกันทีเดียวสำหรับโครงการประกันข้าวนาปีฤดูกาลใหม่นี้ว่า รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไร หลังจากสมาคมประกันวินาศภัยไทยยินดีจะปรับลดเบี้ยประกันประกันภัยพืชผลฤดูกาลผลิตปี 2560/2561 จากปีก่อน พร้อมกับเพิ่มความคุ้มครองกรณีเกิดภัยพิบัติแก่เกษตรชาวนา เพื่อสนับสนุนนโยบายของภาครัฐ โดยได้ยื่นเงื่อนไขเสนอให้กระทรวงการคลังเลือก 2 แนวทางไปแล้วก็คือ ให้คงเบี้ยประกันภัยเท่าเดิมอัตราเบี้ย 100 บาท

แต่ให้เพิ่มความคุ้มครองการเสียหายเพิ่มจากไร่ละ 1,111 บาท เป็น 1,400 บาท หรืออีกแนวทางให้ปรับลดเบี้ยประกันภัยจากไร่ละ 100 บาท เหลือ 90 บาท และให้เพิ่มความคุ้มครองจากไร่ละ 1,111 บาท เป็น 1,260 บาท ทั้งนี้ทั้งนั้นคงขึ้นอยู่กับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) พิจารณาว่า จะเลือกใช้แบบไหน จากนั้นจะส่งให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิจารณา เพื่อส่งให้ครม.เห็นชอบต่อไป ซึ่งคาดว่ากระบวนการต่างๆ จะเสร็จสิ้นภายในเดือนพ.ค.นี้ เพื่อจะได้ทันรองรับฤดูกาลปลูกข้าวนาปี ซึ่งบางแห่งจะเริ่มทำกันตั้งแต่ปลายเดือนนี้เป็นต้นไป

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการปฏิรูปการประกันภัยพืชผล เพื่อสร้างความมั่นคงในชีวิตและยกระดับรายได้ของเกษตรกรไทย ซึ่งสำนักงานคปภ.ได้ร่วมบูรณาการกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมการปกครอง กรมการพัฒนาชุมชน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และสมาคมประกันวินาศภัยไทย

ล่าสุด คปภ. ได้มีการหารือกับสมาคมประกันวินาศภัยไทยและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจนได้ข้อสรุปที่เห็นตรงกันว่าจะมีการปรับลดเบี้ยประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2560 ให้ต่ำกว่าเบี้ยประกันภัยข้าวนาปีของปี 2559 ขณะที่ในส่วนของความคุ้มครองจะเพิ่มให้สูงกว่าเดิมและจะครอบคลุมความเสียหายจากน้ำท่วมหรือฝนตกหนัก ภัยแล้ง ฝนแล้ว หรือฝนทิ้งช่วง ลมพายุหรือพายุไต้ฝุ่น ภัยอากาศหนาวหรือน้ำค้างแข็ง ลูกเห็บ ไฟไหม้ และภัยจากศัตรูพืชหรือโรคระบาด โดยทางคปภ.จะได้มีหนังสือถึงปลัดกระทรวงการคลังรายงานข้อสรุปดังกล่าวเร็วนี้ เพื่อนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณานำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อพิจารณาอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยให้เกษตรกรต่อไป

 “การประกันภัยข้าวนาปีในปีนี้ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากปีก่อนที่มีการประกันภัยข้าวนาปีสูงเป็นประวัติศาสตร์ ถึง 27.17 ล้านไร่และเชื่อว่าหากมีการเริ่มการดำเนินการให้เร็วขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาก็จะทำให้การบริหารจัดการมีความคล่องตัวและเกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามถึงแนวทางที่จะขยายประกันภัยออกไปยังพืชผลการเกษตรอื่นๆจะเริ่มเมื่อไหร่นั้น เลขาฯคปภ. กล่าวว่า ขณะนี้ยังตอบไม่ได้ โดยจำเป็นต้องเอาเรื่องประกันข้าวนาปีเป็นหลักก่อน เพราะถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยต้องรอความพร้อมหลายอย่าง หากให้มีการสนับสนุนก็คงต้องรอนโยบายรัฐบาล แต่ถ้าหากจะเป็นการประกันพืชผลแบบภาคสมัครใจ เท่าที่รู้มาที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ เพราะเกษตรกรยังไม่มองถึงความจำเป็นหรือยังไม่เกิดความเข้าใจ

ยกตัวอย่างเรื่องประกันข้าวนาปีเท่าที่ตนเองได้ลงพื้นที่เข้าไปพูดคุยนอกรอบกับพี่น้องเกษตรกรปลูกข้าว ชาวนาบางท่านยังไม่เข้าใจระบบประกันภัยเลย ทั้งที่เราบอกว่ามีประโยชน์ แต่บางท่านกลับบอกว่า ทำไปแล้วปีที่แล้วไม่เห็นได้สตางค์เลย หลายคนคิดเช่นนั้น จึงทำให้ปีนี้มีความคิดจะไม่ทำกัน เราก็บอกว่า เรื่องภัยธรรมชาติปีที่แล้วไม่เกิด ปีนี้อาจเกิดขึ้นก็ได้ ประกันภัยคือการบริหารความเสี่ยง เมื่อพื้นที่ประกันข้าวนาปีขยายเพิ่มมากขึ้น เบี้ยประกันก็ถูกลง ซึ่งตนเองก็ได้เชิญชวนและชี้แจงชาวนาไป เพราะฉะนั้นปัญหาสำคัญสุดเวลานี้ก็คือความเข้าใจของเกษตรกรเป็นเรื่องสำคัญทีเดียว

นี่ขนาดปีที่แล้วรัฐบาลออกงบประมาณทำประกันภัยให้หมด หลายคนยังคิดว่าไม่จำเป็น เพราะเราไม่ได้บังคับ ภาครัฐเห็นว่าควรจะสนับสนุนไปก่อน จนกระทั่งติดตลาด และชาวนามองเห็นถึงความจำเป็น ก็จะหันมาทำประกันกันเอง ซึ่งคำว่า ติดตลาดนั้น ก็คือ ชาวนาส่วนใหญ่เห็นประโยชน์อย่างแท้จริง แต่เบื้องต้นเวลานี้เรายังไปไม่ถึงจุดนั้น รัฐบาลต้องให้การสนับสนุนงบประมาณไปก่อน โดยหากมองในแง่ดี เงินที่รัฐอุดหนุนกระจายความเสี่ยงลงไปจุดนี้ ก็มีข้อดีก็คือ ทำให้รัฐรู้ยอดว่า เงินจ่ายช่วยเหลือที่แท้จริงได้อย่างชัดเจน มันจะได้ไม่บานปลาย และประการถัดมาชาวนาก็ได้ประโยชน์ เพราะปีนี้ภัยธรรมชาติอาจจะไม่ได้เกิดพื้นที่นี้ ปีหน้าเกิดพื้นที่อื่นก็ได้ มันมีความเสี่ยงเหมือนกันหมด ยิ่งสถานการณ์โลก ภาวะอากาศไม่แน่นอน อะไรย่อมเกิดขึ้นได้

 “ต้องยอมรับว่า เกษตรกรเรามีปริมาณมาก และเป็นกลุ่มคนที่เราต้องดูแล เวลานี้เกษตรกรบ้านเรายังมีความคิดไม่เหมือนกับต่างประเทศ คนที่ทำประกันข้าวนาปีแล้วเกิดเหตุเคลมได้ เขาก็บอกว่ามีประโยชน์ คนที่ทำแล้วไม่เกิดเคลม หรือเคลมไม่ได้ เขาก็บอกไม่เห็นมีความจำเป็น เป็นเรื่องธรรมดา ไม่เหมือนหลายประเทศ บางประเทศที่เป็นระบบสมัครใจ ก็เพราะเกษตรกรบ้านเขามีความรู้ความเข้าใจกับเรื่องประกันกัน เพราะฉะนั้นขณะนี้เราคงต้องมีการอุดหนุนจากภาครัฐไปก่อน แต่ต้องยอมรับว่า เรามีพัฒนาการดีขึ้น จากปี 58 ทำประกันข้าวนาปีกันแค่ล้านกว่าไร่ แต่ปี 59 ประมาณ 27 ล้านไร่เลขาฯคปภ.กล่าวและว่า

เท่าที่คุยกับท่านรมว.คลังไปแล้ว ท่านก็บอกว่า ยังไงความจำเป็นในการช่วยเหลือชาวนายังคงเหมือนเดิม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับรัฐบาลแล้วล่ะ ซึ่งคาดว่าเรื่องคงจะนำเสนอสศค.และไปยังรมว.คลัง เมื่อรมว.คลังรับเรื่องแล้วก็คงจะนำเสนอครม.พิจารณาเร็วๆนี้ ซึ่งคปภ.ถือว่า ทำการบ้านของเราไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเตรียมการเทรนนิ่งหรือฝึกอบรม หรือทำในส่วนที่คปภ.รับผิดชอบในเรื่องเงื่อนไขกรมธรรม์ เคาะเรื่องเบี้ยประกัน และทำแบบฟอร์มเสร็จสิ้นหมดแล้ว ทันทีที่รัฐบาลไฟเขียว ก็ต้องทำร่วมกันกับอีกหลายๆหน่วยงานอาทิเช่น ธกส. หรือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ขณะที่เรื่องของประกาศภัยพิบัติปีที่แล้วก็ดีขึ้น และในอนาคตหากมีการใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์เข้ามาใช้ ก็จะทำให้เกิดแม่นยำและมีประสิทธิภาพขึ้น แต่ปัญหาก็คือ ฝ่ายที่ดูแลจุดนี้บอกว่ายังไม่พร้อม เชื่อว่าอนาคตคงจะมีการปรับปรุงและมีการศึกษา ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ ก็จะมีการนำเอาวิธีวิทยาศาสตร์มาใช้อย่างแน่นอน

สำหรับพืชผลการเกษตรอื่นๆนั้น เลขาฯคปภ. กล่าวว่า ขณะนี้เราก็เริ่มคุยกับทางธกส. และคปภ.ได้มีการทำการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้ทิ้ง แต่เนื่องจากเราไม่รู้ว่า นโยบายภาครัฐเป็นยังไง จะต้องอุดหนุนขนาดไหน โดยเดิมก็มีการทำการศึกษาร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ในเรื่องของลำไย หรือเรื่องข้าวโพดก็เคยทำ แต่ปัญหาก็คือ มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนทีเดียว หลังจากที่ตนเองได้เข้าไปดู อย่างภาคใต้ตอนแรกก็นึกว่าข้าวจะปลูกทางใต้เยอะ แต่เอาเข้าจริงพบว่า ปลูกกันน้อย หรือกระทั่งปลูกยาง ตอนนี้ก็ไปปลูกกันที่อื่นแล้ว ซึ่งพอเราเข้าไปดูจริงๆ ละเอียดอ่อนมากเลย ทั้งนี้รัฐบาลก็มีนโยบายไม่ได้ดูเฉพาะเรื่องข้าวเพียงอย่างเดียว

โดยที่ประชุมสมาชิกสภาปฎิรูป(สปท.)ที่มีคปภ.เข้าไปร่วมด้วย ก็ได้มีการเสนอไป โดยที่ประชุมสปท.ก็ได้ทำข้อเสนอของคณะทำงานเสนอรัฐบาลไปแล้วว่า ควรจะทำอย่างในต่างประเทศที่เขาทำกัน โดยมีการตั้งเป็นกองทุนขึ้นมา และมีหน่วยงานเฉพาะ ซึ่งควรจะมีการตั้งคณะกรรมการหลายระดับขึ้นมาดูแล เนื่องจากมันเกี่ยวพันกับหลายกระทรวง โดยควรมีคณะกรรมการระดับนโยบายที่มีรองนายกฯด้านเศรษฐกิจกำกับดูแล และมีคณะกรรมการขับเคลื่อนระดับจังหวัดที่มีผู้ว่าฯกำกับดูแล และมีกฎหมายออกมารองรับ เพื่อในจังหวัดใดจะได้มีเจ้าภาพ ซึ่งขณะนี้ก็มีผู้ว่าฯดูแลอยู่แล้ว หากทำได้เช่นนี้ ก็เชื่อว่า จะทำให้ประกันภัยพืชผลการเกษตรยังพอมองเห็นถึงความเป็นไปได้ที่จะขยายผลไปยังพืชผลทางการเกษตรอื่นๆได้ในอนาคตทีเดียว นอกเหนือจากประกันข้าวนาปี

              ฟังจากที่เลขาฯคปภ.ถ่ายทอดให้ฟังมาทั้งหมดนี้แล้ว เป็นงานหินทีเดียว สำหรับการผลักดันประกันข้าวนาปีให้ติดตลาด ซึ่งนับเป็นโจทย์ใหญ่ทีเดียวสำหรับคปภ.  เพราะหากอนาคตสามารถทำให้ผลิตภัณฑ์ประกันข้าวนาปีติดตลาดได้เร็ววัน  โดยพี่น้องเกษตรกรต่างซื้อหาประกันคุ้มครองความเสี่ยงภัยกันด้วยภาคสมัครใจได้สำเร็จ  รัฐบาลจะเซฟเงินงบประมาณที่จะต้องนำมาสนับสนุนสำหรับประกันข้าวนาปีแต่ละปีลง   และสามารถจะนำงบประมาณไปอุดหนุนในการขยายผลคุ้มครองพืชผลการเกษตรอื่นๆตามมานั่่นเอง    ซึ่งนับเป็นภารกิจหนักและไม่ใช่เรื่องง่ายเลยทีเดียว

               (บทความธุรกิจประกันภัย หนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย ฉบับที่ 348 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-31 พฤษภาคม 2560)

สกู๊ปประกัน : สรุปประชุม4กลุ่มย่อย CEO INSURANCE FORUM 2017

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับการประชุมCEO INSURANCE FORUM 2017 ที่ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เป็นเจ้าภาพจัดขึ้นเป็นปีที่ 2 เมื่อวันที่ 19 เม.ย.ที่ผ่านมา ไฮไลท์สำคัญขาดไม่ได้งานนี้คือการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อระดมความคิดเห็นของคนในวงการ สาระสำคัญเป็นอย่างไรบ้าง โอกาสนี้ นสพ.เส้นทางนักขายขออนุญาตนำมาสรุปได้อ่านกัน

โดยประชุมกลุ่มย่อยกลุ่มที่ 1 เรื่องการพัฒนากฎหมาย การควบคุมและการบริหารความเสี่ยงเกี่ยวกับการฉ้อฉลประกันภัยในยุคดิจิทัล โดยที่ประชุมมีข้อเสนอแนะและสรุปว่ากรณีที่ผู้เอาประกันภัย หรือผู้รับประโยชน์ฉ้อฉล หรือกรณีมีการการเรียก/ให้สินบนเพื่อให้มีการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน บริษัทมีหน้าที่ต้องดำเนินการในฐานะผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา เพราะบริษัทจะทราบข้อมูลความเสียหายและพยานหลักฐานทั้งหมด

ในกรณีที่ธุรกิจเกิดเสียหายในภาพรวมหรือรุนแรง คปภ.จะเข้ามามีบทบาททำงานเข้มข้นอย่างใกล้ชิดด้วย ซึ่งธุรกิจได้เสนอเกณฑ์ว่ากรณีใดที่ธุรกิจเสียหายในภาพรวมหรือรุนแรงจากการฉ้อฉลในเบื้องต้น ดังนี้ (ก) กรณีประกันชีวิตทุนประกันตั้งแต่ ๒-๕ ล้านบาทขึ้นไป (ข) มีบริษัทได้รับความเสียหายตั้งแต่ ๓ บริษัทขึ้นไป และ(ค) มีลักษณะการกระทำความผิดในรูปของ organized fraud/crime กลุ่มตัวแทน/นายหน้าหรือกลุ่มบุคคล ส่วนกรณีที่หลอกลวงขายผ่านเว็บไซต์ หรือการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องจากสื่อออนไลน์ต่างๆ บริษัทควรตรวจสอบข้อมูลการฉ้อฉลหรือให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องบนสื่อออนไลน์ และควรจัดตั้งคณะกรรมการหรือมอบหมายผู้แทนจากคปภ.และภาคธุรกิจร่วมกันให้ข้อมูลถูกต้องแก่ประชาชนทางสื่อออนไลน์ทันท่วงที

ทั้งนี้เพื่อป้องปรามเพื่อไม่ให้เสียหายตั้งแต่ต้น ที่ประชุมเห็นควรให้มีการใช้โครงการระบบฐานข้อมูลกลางหรือ Insurance Bureau มาเป็นเครื่องมือหลักกำกับดูแลฉ้อฉล โดยคปภ.จะนำโครงการ Insurance Bureau มาใช้ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้เอาประกันภัย ผู้รับผลประโยชน์ และการเรียกร้องค่าสินไหม เพื่อหาข้อบ่งชี้หรือลักษณะที่เข้าข่ายฉ้อฉลเช่น ธุรกรรมที่ซับซ้อนผิดไปจากทำธุรกรรมในลักษณะเดียวกันที่ทำกันอยู่ปกติ หรือขาดความเป็นไปได้ในเชิงเศรษฐกิจ คปภ.ควรมีมาตรการป้องกันฉ้อฉลทางดิจิทัลทันท่วงที รวมทั้งควรจะต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างคปภ. และธุรกิจ เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อมูลผู้เอาประกันภัยที่มีแนวโน้มจะฉ้อฉล สำหรับข้อมูลฉ้อฉลหรือคุกคามทาง cyber หรือดิจิทัล คปภ.ได้ร่วมเป็นคณะทำงาน computer emergency response team ซึ่งประกอบด้วย สมาคมประกันชีวิตฯ สมาคมประกันวินาศภัยฯ สถาบันการเงิน กลต. ตลาดหลักทรัพย์ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ และแจ้งข้อมูลหรือภัยคุกคามใหม่ๆ เกี่ยวกับ cyber หรือดิจิทัล

สำหรับกลุ่มย่อยกลุ่มที่ 2 เป็นเรื่องการกำกับและพัฒนาธุรกิจประกันภัยด้วย Regulatory Sandbox โดยการประชุมของกลุ่มย่อยที่ 2 ได้มีการหารือร่วมกันใน 2 เรื่องใหญ่ๆคือเรื่องที่ 1 การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการเข้าร่วมโครงการ Insurance Regulatory Sandbox ของบริษัทประกันภัย ด้วยกระแสการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคดิจิทัลรวดเร็ว ธุรกิจประกันภัยจะต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คปภ.ต้องให้ความสำคัญในการยกระดับการกำกับและส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในยุคดิจิทัล เพื่อให้บริษัทและประชาชนใช้ประโยชน์และเข้าถึงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยยังคงรักษาระดับความเสี่ยงในระดับที่สามารถจัดการได้

จึงได้จัดทำโครงการการทดสอบนวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีมาสนับสนุนให้บริการสำหรับธุรกิจประกันภัย (Insurance Regulatory Sandbox) เพื่อให้ธุรกิจสามารถทดสอบนวัตกรรมใหม่ โดยการให้บริการแก่ผู้บริโภคจริงภายในสภาพแวดล้อมและให้บริการจำกัด ภายใต้กรอบหลักเกณฑ์การกำกับดูแลที่คปภ.อาจพิจารณาให้ยืดหยุ่นเหมาะสมและจำเป็นแล้วแต่กรณี ซึ่งที่ประชุมได้สร้างความเข้าใจแก่บริษัทและผู้เกี่ยวข้องในแนวทางจัดโครงการทดสอบนวัตกรรมใหม่ รวมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังข้อเสนออาทิ ความเหมาะสมของคุณสมบัติของผู้สมัครร่วมโครงการ ประเภทธุรกรรมที่จะนำมาทดสอบ ความเหมาะสมในระหว่างการทดสอบและการออกจาก Insurance Regulatory Sandbox เป็นต้น เพื่อคปภ.จะนำมาปรับปรุงแนวทางก่อนเริ่มโครงการต่อไป

ส่วนเรื่องที่ 2 เป็นเรื่องแนวทางการพัฒนานวัตกรรมของภาคอุตสาหกรรมที่เหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพ ที่ประชุมสรุปได้ดังนี้1.ควรสร้างความรู้ความเข้าใจร่วมเกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีมาใช้สร้างความน่าเชื่อถือและยืนยันตัวตนในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ อาทิ การใช้เทคโนโลยี Blockchain 2.ภาคธุรกิจเห็นด้วยกับการมีระบบระบุตัวตนและพิสูจน์ตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-KYC รวมทั้งมีแนวโน้มที่จะศึกษาและดำเนินการเพื่อให้มีระบบ E-KYC ในระดับอุตสาหกรรม โดยคปภ พร้อมจะสนับสนุนและส่งเสริมเรื่องนี้ เพื่อให้ธุรกิจประกัน มีระบบ E-KYC ที่น่าเชื่อถือ สามารถบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

ประชุมกลุ่ม 3 เป็นเรื่องนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในธุรกิจ ที่ประชุมเห็นว่าการผลักดันให้เกิดธรรมาภิบาลเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Governance) ในองค์กร โดยมีกระบวนการจัดการความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นหลังนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ที่เหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพเป็นเรื่องสำคัญ แต่มีปัญหาและอุปสรรคในการนำมาใช้ เช่น ข้อจำกัดด้านข้อกฎหมาย และกฎเกณฑ์คปภ. และหน่วยงานอื่นเช่น การแสดงตัวตนผู้เอาประกันภัยตามกม.ปปง. และข้อจำกัดด้านเงินลงทุนระบบสารสนเทศ โดยเห็นว่าคปภ.ควรผ่อนปรนมาตรการควบคุมอาทิ ความอิสระของผู้ตรวจสอบระบบสารสนเทศ เพื่อลดต้นทุนในการปรับปรุงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ความพร้อมในระบบสารสนเทศของแต่ละบริษัทที่มีความซับซ้อนและแตกต่างกัน รวมถึงการขาดแคลนบุคลากรด้านไอที

โดย คปภ.ได้กำหนดขอบเขตและแผนการตรวจสอบระบบเทคโนโลยีสารสนเทศตามแนวทางความเสี่ยง (Risk Based Audit)ให้ที่ประชุมทราบ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการตรวจสอบระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ระหว่างปี 2561 โดยภาคธุรกิจเห็นว่า เป็นการดีที่จะยกระดับแนวทางกำกับดูแลใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและความมั่นคงปลอดภัยของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในธุรกิจ โดยเห็นว่าระยะเวลาในการเตรียมการของคปภ.เหมาะสมแล้ว เพียงแต่มี2อุปสรรคสำคัญคือ ต้นทุนในการปรับปรุงและดำเนินการเพื่อรองรับการตรวจสอบของคปภ. รวมถึงความมั่นคงปลอดภัยของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และการให้ความสำคัญของฝ่ายบริหารในเรื่องดังกล่าว

ขณะที่ข้อเสนออื่นๆที่ภาคธุรกิจเสนอได้แก่ บทบาทของคปภ. ควรเป็นผู้สนับสนุน (Facilitator) ให้ภาคธุรกิจสามารถพัฒนาและเติบโตทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัล รวมทั้งผ่อนคลายการกำกับดูแล เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจให้มากขึ้น ,คปภ.ควรผลักดันและสนับสนุนในการนำเทคโนโลยี E-KYC มาใช้ในการดำเนินธุรกิจ ,คปภ.ควรเป็นผู้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐอื่นๆที่มีหน้าที่ออกกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เพื่อลดอุปสรรคนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เช่น ปปง. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) เป็นต้น โดยเห็นว่า นวัตกรรม sand box และการตรวจสอบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT audit) จะทำให้ธุรกิจเห็นภาพชัดเจนว่า ถ้ามีการนำมาใช้นั้น ส่งผลต่อธุรกิจอย่างไร

โดยธุรกิจเห็นว่า ปัจจุบันกรมธรรม์ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการของลูกค้า และหลากหลายมากขึ้น ประกอบกับความเสี่ยงภัยขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้เงื่อนไขบริษัทรับประกันภัยต่อเพิ่มขึ้น ดังนั้นกรมธรรม์ต้องเปลี่ยนแปลงไปจากแบบมาตรฐาน เพื่อร่นเวลาพิจารณาเห็นชอบ โดยกรมธรรม์ที่มีลักษณะเฉพาะใช้ในบางกลุ่ม ภาคธุรกิจแนะนำให้บริษัทผู้ออกกรมธรรม์สามารถตกลงกับผู้มุ่งหวัง และทำการขอความเห็นชอบกรมธรรม์ในภายหลัง และคปภ. ควรให้ความเห็นชอบกรมธรรม์ที่เป็นภาษาอังกฤษ เพื่อลดค่าใช้จ่ายแปลเอกสาร และคปภ.ควรเร่งพัฒนามาตรการกำกับตามกระแสเทคโนโลยีดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงไป

ขณะที่กลุ่มย่อยกลุ่มที่ 4 เรื่องของการยกระดับการกำกับพฤติกรรมทางตลาดและการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ เห็นว่าบริษัทควรมีระบบควบคุมตรวจสอบติดตามคุณภาพการเสนอขายและกำกับดูแลการทำหน้าที่ของตัวแทน/นายหน้าฯเคร่งครัด และการกำกับควรเน้นไปที่การป้องกันและป้องปรามเพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ของผู้เอาประกันภัย โดยที่ประชุมได้ให้ความสำคัญกับช่องทางการขาย 2 ประเด็น ดังนี้

1.การเสนอขายผ่านทางโทรศัพท์ การได้มาของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นเรื่องสำคัญว่าได้ข้อมูลมาอย่างไร ควรบันทึกเทปการเสนอขาย และลูกค้าควรจะสอบถามได้ว่าข้อมูลส่วนบุคคลได้มาจากไหน ควรจะต้องสืบสวนให้ชัดเจน และเสนอให้คปภ. เป็นผู้กำกับดูแลว่าผู้เสนอขายไปได้ข้อมูลมาอย่างไร การเป็นตัวแทนนายหน้าควรต้องเปิดเผยชื่อ เพื่อให้สามารถสืบค้นระบุตัวตนได้ ซึ่งนายหน้านิติบุคคลจะต้องเปิดเผยข้อมูลผ่านเว็บไซด์ ส่วนตัวแทน/นายหน้าบุคคลธรรมดาจะต้องอยู่ใต้การดูแลของบริษัท

นอกจากนี้ควรมีมาตรการในการกำกับดูแลนายหน้าบุคคลธรรมดาที่ไม่มีสังกัด ว่าควรจะต้องสังกัดหน่วยงานใดหรือไม่ เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุม เนื่องจากส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของธุรกิจในภาพรวม 2.การเสนอขายผ่านธนาคารนอกสถานที่ ก็มีผู้เห็นด้วย เพราะจะเพิ่มช่องทางให้บริการลูกค้ามากยิ่งขึ้น โดยการทำธุรกรรมต่างๆ สามารถดำเนินการผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ ลูกค้าบางคนไม่จำเป็นต้องไปธนาคาร แต่มีผู้ไม่เห็นด้วย เพราะปัญหาปัจจุบันยังพบว่ามีการบังคับลูกค้าให้ซื้อประกัน หากอนุญาตให้ขายนอกสถานที่ได้ เกรงว่าจะไม่สามารถควบคุมได้ โดยเห็นว่ายังไม่ควร เพราะยังมีช่องทางของตัวแทนนายหน้าอยู่แล้ว และการเสนอขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยมีรายละเอียดมาก ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจเงื่อนไขต่างๆชัดเจน สามารถอธิบายได้

ส่วนประเด็นถัดมาคือการพัฒนามาตรฐานระบบการจัดการสินไหม และการจัดการเรื่องร้องเรียน บริษัทประกันควรมีระบบการจัดการสินไหมและจัดการเรื่องร้องเรียนที่เป็นธรรมมีประสิทธิภาพและมาตรฐานเดียวกัน ทั้งนี้คปภ.ควรพัฒนาระบบฐานข้อมูลรับเรื่องร้องเรียน และแก้ไขข้อพิพาทด้านประกันให้มีการเชื่อมฐานข้อมูลทุกขั้นตอนทั้งส่วนกลางและภูมิภาค รวมทั้งเชื่อมต่อระบบปฏิบัติเรื่องร้องเรียนกับบริษัทและหน่วยงานอื่น สำหรับการประกันสุขภาพ เรื่องคำจำกัดความในเงื่อนไขกรมธรรม์กับคำศัพท์เฉพาะทางการแพทย์ไม่สอดคล้องกัน จนผู้เอาประกันภัยไม่สามารถเบิกค่าสินไหมได้ เห็นควรปรับแก้ไขให้สอดคล้องและเข้าใจตรงกัน เพื่อประโยชน์กับทุกฝ่าย

โดยเห็นว่าคปภ.ควรมีการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจประกันภัยให้ชาวบ้านทุกระดับทั่วประเทศ โดยผ่านดิจิทัล และอื่นๆ รวมถึงบูรณาการหน่วยงานอื่นทั้งส่วนกลางและภูมิภาค โดยเสนอให้เพิ่มช่องทางการสื่อสารผ่านทางรายการโทรทัศน์ เพราะเป็นสื่อที่ประชาชนเข้าถึงง่าย โดยนำประเด็นที่สังคมกำลังให้ความสนใจมานำเสนอให้สอดคล้องกับประกันภัย และควรจะทำต่อเนื่องสม่ำเสมอ สื่อสารให้ประชาชนเข้าใจในวงกว้าง กระจายผ่านสื่อที่หลากหลายทาง Social Network แต่ทั้งนี้ต้องไม่ทิ้งประชาชนกลุ่มฐานราก

(บทความธุรกิจประกันภัย หนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย ฉบับที่ 347 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 พฤษภาคม 2560)

Subscribe to this RSS feed
Bingo sites http://gbetting.co.uk/bingo with sign up bonuses