updated 12:00 AM ICT, Jun 22, 2017
Headlines:
บทสัมภาษณ์

บทสัมภาษณ์ (12)

บทสัมภาษณ์ : คุณชัยวัฒน์ ขวัญดี บริษัท แม็กซ์ อินเตอร์ เน็ตเวิร์ค จำกัด

อาชีพครูมั่นคง อาชีพขายตรงมั่งคั่ง

คุณชัยวัฒน์ ขวัญดี

CROWN PRESIDENT

บริษัท แม็กซ์ อินเตอร์ เน็ตเวิร์ค จำกัด

กับคำกล่าวที่ว่า เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ที่ดีในวันหน้าเป็นอีกหนึ่งคำกล่าวขานสำหรับอาชีพครู แม่พิมพ์ของชาติ ถือเป็นอาชีพที่มีเกียรติให้แก่วงศ์ตระกูล เป็นผู้คอยชี้แนะแนวให้เด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันข้างหน้า แต่อาชีพครูมีแต่ความมั่นคง แต่ไม่มั่งคั่ง เพราะรายได้ครูนั้นแทบจะน้อยมาก เรียกได้ว่าถ้ามีสวัสดิการให้กู้ ก็ต้องกู้ ภาระค่าใช้จ่ายไม่สมดุลกับเงินเดือน ในเมื่อรายจ่ายมากกว่ารายรับ ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้คุณชัยวัฒน์ ขวัญดี ต้องหันมาหาอาชีพเสริม เพื่อเป็นรายได้จุนเจือครอบครัว นั่นก็คือธุรกิจเครือข่ายนั่นเอง จนในที่สุดในวันนี้คุณชัยวัฒน์ได้ประสบความสำเร็จบนธุรกิจนี้ กระทั่งก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง CROWN PRESIDENT บริษัท แม็กซ์ อินเตอร์ เน็ตเวิร์ค จำกัด

@เริ่มเข้าสู่งานเครือข่าย@

คุณชัยวัฒน์ ท้าวความหลังให้ฟังว่า ในสมัยนั้นได้ เริ่มเข้ามาสู่ธุรกิจเครือข่าย เพราะต้องการรายได้เสริมเพื่อมาจุนเจือครอบครัว เพราะอาชีพครูนั้นไม่สามารถจะสร้างความมั่งคั่งให้กับครอบครัวได้ ตอนแรกๆ ตนเองก็ทำงานเครือข่ายควบคู่กันไปกับอาชีพหลัก แต่พอหลังๆรายได้จากการทำเครือข่ายนั้นได้ขยับสูงขึ้น จนกระทั่งรายได้แซงเงินเดือนที่ได้รับจากอาชีพครู จึงทำให้ตัวเองจึงตัดสินใจได้ว่า ถ้าเราทำงานเครือข่ายอย่างจริงจัง น่าจะทำให้ชีวิตที่เป็นอยู่นั้นเปลี่ยนแปลงดีขึ้นได้ เพราะนอกเหนือจากในเรื่องของรายได้แล้ว ธุรกิจเครือข่ายยังแฝงไปด้วยความน่าปลื้มปีติยินดี นั่นก็คือการได้มีส่วนช่วยเหลือผู้คนทั้งทางด้านสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น

ผมผ่านงานเครือข่ายมานับหลายบริษัท ต้องยอมรับว่า ไม่สามารถที่จะประสบความสำเร็จได้อย่างแท้จริง และไม่มีระบบรองรับการทำงานของนักธุรกิจ ผมได้พยายามค้นหาแล้วค้นหาเล่า ถึงธุรกิจเครือข่ายที่ทำแล้วยั่งยืน และมีสิ่งตอบสนองทุกด้านในการทำธุรกิจยุคใหม่ ตอนนั้นใช้ระยะเวลาในการเฝ้ามองธุรกิจแม็กซ์ อินเตอร์อยู่ประมาณ 3-4 เดือน จนในที่สุดได้พบว่า แม็กซ์อินเตอร์ฯ เป็นธุรกิจน้องใหม่ที่มาแรง ที่นี่จะมีระบบในการทำงานรองรับให้กับเราทั้งหมด เราแค่นำเอาคนมาเข้ามาสู่ระบบ ซึ่งเป็นการลดภาระของเรา ลดความเหนื่อยได้มาก ซึ่งผมเข้ามาร่วมงานกับแม็กซ์อินเตอร์ฯได้ 1 ปี 4เดือน ก็สามารถไต่อันดับขึ้นได้เรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันคุณชัยวัฒน์ ย้อนภาพในอดีตนับแต่เริ่มก้าวเข้ามาทำงานกับธุรกิจเครือข่ายแห่งนี้

@การดูแลทีมงาน@

สำหรับการบริหารทีมงานในการทำเครือข่าย คุณชัยวัฒน์ เล่าว่า ผมมีการวางแผนในการทำงานก่อนเสมอ และมีการดำเนินงานตามแผน โดยใช้ระบบทำงาน แล้วก็มาดูผลลัพธ์ ถ้าดี เราก็ดำเนินการต่อ แต่ถ้าไม่ดี เราก็ปรับปรุงให้มันดี ผมจะดูความต้องการของคน ควบคู่กับการบริหารทางด้านจิตใจ เพราะการทำงานร่วมกับคนนั้นลำบาก ซึ่งผมนั้นโชคดีที่เคยเรียนด้านจิตวิทยากับมนุษย์มา จึงนำเอาข้อดีตรงนี้มาใช้ในการบริหารทีมงานเพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จ

@อุปสรรค@

คุณชัยวัฒน์ เปิดใจว่า การยึดอาชีพครูนั้น ปัญหาอุปสรรคสำคัญที่สุดก็คือ เงินเดือนไม่พอใช้ ส่วนการทำงานเครือข่ายอุปสรรคใหญ่คือ ระบบของปลอม(ขายตรงแฝงที่ทำให้ระบบเครือข่ายของจริงนั้นต้องแปดเปื้อนไปด้วย ซึ่งทำให้การทำอาชีพนี้ ทำธุรกิจยากขึ้นไปด้วย แต่สำหรับแม็กซ์อินเตอร์ฯ มีการรองรับและป้องกันในเรื่องนี้ด้วยการ ฝึกการอบรมให้กับพนักงานทุกคน ได้มีจรรยาบรรณในการทำธุรกิจ และมีบัตรประจำตัวให้ทุกคน เพื่อการันตีว่า เป็นนักธุรกิจตัวจริงของแม็กซ์อินเตอร์ฯ

@คติในการทำงาน@

คุณชัยวัฒน์ยึดคติที่ว่า คุณธรรม นำธุรกิจ โดยจะใช้คุณธรรมเข้ามาประยุกต์ใช้กับการทำธุรกิจ ซึ่งจะทำให้เกิดผลดีต่อตัวเองและผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการวางแผนการทำงานให้เกิดความมั่นคงของสมาชิก ภายในกลุ่มจะมีการพูดคุยปรึกษาหารือกันอยู่ตลอดเวลา โดยผ่านสื่อโซเชียลฯทั้งเฟสบุ๊ค ไลน์ หรือแม้กระทั่งการไลฟ์สดคุยกัน ซึ่งช่วยให้การทำงานนั้นง่ายกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก

ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจแห่งการแบ่งปัน ทั้งในเรื่องของรายได้และสุขภาพ อย่ากลัวในสิ่งที่คุณยังไม่รู้จริง ต้องลองเข้ามาศึกษาดูก่อน ว่าธุรกิจเครือข่ายขายตรงเป็นอย่างไร มันอาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้คุณเปลี่ยนชีวิตของตัวคุณเองและครอบครัวได้เลย” นี่เป็นสิ่งที่คุณชัยวัฒน์ได้ฝากย้ำเอาไว้ให้เป็นแง่คิดทิ้งท้าย

………………………………………………..

ระบบ G-power by THE  ULTIMATE

ขับเคลื่อนทีมงานสู่ความสำเร็จ”

พลับพลึง ขวัญดีตำแหน่ง ROYAL MAIN AGENT

 

            “ในการทำงานของเราเน้นการนำคนเข้าสู่ระบบการทำงาน “G POWER” เมื่อมีคนใหม่เข้ามาก็ส่งเข้าสู่ระบบการทำงาน G Power เป็นระบบที่อิงมาจากระบบของบริษัท แต่คนใหม่ๆ ของทีม "THE ULTIMATE" เราจะต้องผ่านระบบ G Power ไปก่อนที่จะเข้าสู่ระบบของบริษัท”

………………………………………………..

แม็กซ์อินเตอร์ฯ เครือข่ายที่แตกต่าง

จิรณัฎฐ์ อภิสินธนะเดชตำแหน่ง AGENT

เราคือคนเครือข่าย เข้ามาสู่ธุรกิจนี้มาแล้วกว่า 10 ปี ตอนที่ตัดสินใจเข้ามาร่วมกับแม็กซ์อินเตอร์ฯ เป็นปีที่ 2 เพราะเป็นเครือข่ายที่เหมือนกับเครือข่ายทั่วไป ทำถูกต้องตามกฎหมาย แต่สิ่งที่แตกต่างจากธุรกิจเครือข่ายอื่นคือ แม็กซ์อินเตอร์ฯ มีสินค้าที่หลากหลายมีคุณภาพดี มีแผนการตลาดจ่ายผลตอบแทนที่คุ้มค่าและจ่ายได้จริง

………………………………………………..

จ่ายเร็ว จ่ายจริง จ่ายเยอะ

ดวงสมร ฉิมปานตำแหน่ง  AGENT

จากที่เคยประกอบอาชีพรับราชการมา กอปรกับการทำธุรกิจส่วนตัวไปด้วย มองว่าการทำอาชีพเครือข่ายเป็นอาชีพที่มีอิสระ แม็กซ์อินเตอร์ฯ มีจุดเด่นที่สินค้า สินค้ามันสามารถที่จะขายตัวมันเองได้ และมองว่าธุรกิจของแม็กซ์อินเตอร์ฯ มีการจ่ายผลตอบแทนเร็ว จ่ายจริง และจ่ายเยอะ แต่อุปสรรคก็คือการทำเครือข่ายในต่างจังหวัดจะเป็นเรื่องที่ยากกว่าคนในเมือง เพราะคนต่างจังหวัดส่วนมากมองธุรกิจเครือข่ายว่าเป็นแชร์ลูกโซ่ แต่เราก็ทำให้เขาได้เห็น ทำให้สามารถเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่ได้จากการทำธุรกิจเครือข่าย

………………………………………………..

แม็กซ์อินเตอร์ฯ เปลี่ยนแปลงชีวิต

 “กาญดาพร วงษ์ถมตำแหน่ง MD

เราเน้นการจัดประชุมทีมงานทุกๆ สัปดาห์ สินค้าของเราเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ได้อย่างชัดเจน สมาชิกส่วนใหญ่ที่เข้ามาเดือนประมาณ20 คน ล้วนแต่ได้ทดลองใช้สินค้าแล้วเห็นผล จึงสมัครเข้ามาร่วมธุรกิจกับเรา การซับพอร์ตการสั่งซื้อสินค้าที่สะดวกและรวดเร็ว บริษัทมีแอพพลิเคชั่นรองรับการสั่งซื้อออนไลน์ในการทำธุรกิจ และระบบการแจงคะแนนแบบเรียลไทม์ ซึ่งสมาชิกสามารถเช็คคะแนนได้ตลอดเวลา ถ้าวันนี้คุณตัดสินใจเข้ามาร่วมธุรกิจกับแม็กซ์อินเตอร์ฯ เราสามารถช่วยคุณได้จริง แต่ถ้าคุณไม่รู้ เพียงแค่คุณไปหาคนที่รู้ แล้วคุณจะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณและครอบครัวได้

………………………………………………..

ขายตรง เป็นอาชีพที่สวยงาม

 “ดารณี เทพประสิทธิ์ตำแหน่ง AGENT

            “เราเน้นการจัดประชุมทีมงานทุกๆ สัปดาห์ สินค้าของเราเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ได้อย่างชัดเจน สมาชิกส่วนใหญ่ที่เข้ามาเดือนประมาณ 20 คน ล้วนแต่ได้ทดลองใช้สินค้าแล้วเห็นผล จึงสมัครเข้ามาร่วมธุรกิจกับเรา การซับพอร์ตการสั่งซื้อสินค้าที่สะดวกและรวดเร็ว บริษัทมีแอพพลิเคชั่นรองรับการสั่งซื้อออนไลน์ในการทำธุรกิจ และระบบการแจงคะแนนแบบเรียลไทม์ ซึ่งสมาชิกสามารถเช็คคะแนนได้ตลอดเวลา ถ้าวันนี้คุณตัดสินใจเข้ามาร่วมธุรกิจกับแม็กซ์อินเตอร์ฯ เราสามารถช่วยคุณได้จริง แต่ถ้าคุณไม่รู้ เพียงแค่คุณไปหาคนที่รู้ แล้วคุณจะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณและครอบครัวได้”

            (บทความธุรกิจเครือข่าย หนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย ฉบับที่ 350 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-30 มิถุนายน 2560)

บทสัมภาษณ์ : คุณสุรเจษฏ์ ตฤษณาไวศย์ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

 

เมื่อลูกค้าโตขึ้น ตัวแทนประกันชีวิตก็ย่อมเติบโตตามไปด้วย”

สุรเจษฏ์ ตฤษณาไวศย์

ผู้จัดการขาย ฝ่ายขายสะสมเงินเดือน 3

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

 

คุณสุรเจษฎ์ ตฤษณาไวศย์ เริ่มต้นเป็นตัวแทนประกันชีวิตกับ บริษัทเมืองไทยประกันชีวิต เมื่อ 20 ปีก่อน โดยความตั้งใจแรกเพียงทำเพื่อต้องการใบผ่านงานไปใช้สมัครงานอื่นเท่านั้น แต่ด้วยความตั้งใจมุ่งมัน ทำอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความสำเร็จเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ สามารถพิชิตทุกคุณวุฒิที่บริษัทฯตั้งไว้ และล่าสุดได้รับรางวัล ผู้จัดการขายคุณภาพ ฝ่ายขายสะสมเงินเดือน ผลิตผลงานยอดเยี่ยม จาก บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) จึงเป็นอีกหนึ่งบุคคลตัวอย่าง ที่เส้นทางนักขายขอนำมาเป็นแบบอย่างของความสำเร็จและยั่งยืน

เริ่มต้นด้วยความไม่พร้อม

คุณสุรเจษฎ์ ตฤษณาไวศย์ หรือ เอก เป็นลูกคนเดียวของคุณแม่ คุณพ่อเสียชีวิตตั้งแต่คุณเอกยังเล็ก การมาเริ่มต้นอาชีพตัวแทนประกันชีวิตเมื่อ 20 ปีก่อนตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ จึงเป็นเรื่องยากเพราะทางบ้านฝากความหวังไว้กับคุณเอกในการเป็นเสาหลักในการดูแลครอบครัว โดยเฉพาะคุณแม่ที่เลี้ยงดูส่งเสียคุณเอกมาเพียงลำพัง เมื่อเริ่มต้นด้วยการที่ทางบ้านไม่เห็นด้วย ต้นทุนทางญาติพี่น้องในการเริ่มต้นการขายประกันฯจึงไม่มี เพื่อนๆ ก็ยังเรียนอยู่ ที่จบแล้วเริ่มหางานทำรายได้ก็ยังน้อย ไม่สามารถแบ่งเงินมาซื้อประกันชีวิตได้

การเริ่มต้นของคุณเอกคือการออกบูธขายประกันกับหัวหน้า ซึ่งในยุคนั้นยังเป็นเรื่องที่ใหม่มาก ไม่มีใครออกบูธขายประกันมากนัก จึงเป็นโอกาสที่คุณเอกได้เริ่มต้นอาชีพ และสะสมประสบการณ์งานขาย กับคนแปลกหน้า โดยมีหัวหน้าเป็นพี่เลี้ยง ในการออกบูธของคุณเอก มีลูกค้าให้ความสนใจและซื้อกรมธรรม์เกือบทุกวัน แต่เป็นรายเล็กๆ จ่ายรายเดือนเพียง 500 – 800 บาท ด้วยการทำงานที่ต่อเนื่อง สร้างสมประสบการณ์ในการขายจนพัฒนาให้ลูกค้าซื้อมากขึ้น มีเบี้ยประกันต่อกรมธรรม์ที่สูงขึ้น

บริบทแห่งความสำเร็จ

ความสำเร็จในอาชีพตัวแทนเริ่มเพิ่มมากขึ้น มีรายได้สามารถเลี้ยวตัวเอง ติดคุณวุฒิท่องเที่ยวต่างประเทศของบริษัท สามารถเก็บเงินซื้อบ้าน ซื้อรถ ทำให้ทางบ้านค่อยๆให้การยอมรับในอาชีพตัวแทนประกันชีวิตของคุณเอก เมื่อมีประสบการณ์ มีลูกค้าจากการออกบูธเป็นทุนต่อยอดการขายไปยังลูกรายใหม่ๆ ซึ่งเกิดจากลูกค้าเดิมที่คุณเอกขายและให้บริการเป็นอย่างดี จนเกิดความไว้ใจและชื่นชอบในอัธยาศัยของคุณเอก

พิชิตคุณวุฒิระดับโลก

คุณวุฒิ MDRT เป็นคุณวุฒิที่ตัวแทนทุกคนต่างอยากจะพิชิต คุณเอกก็เช่นกัน ในตอนเริ่มต้นอาชีพตัวแทนประกันชีวิต MDRT เป็นคุณวุฒิที่คุณเอกรู้สึกว่ายากมาก และไกลเกินจะคว้ามาได้ จนมาวันที่คุณเอกได้ไปร่วมออกบูธในงานมันนี่เอ็กซ์โป วันนั้นเป็นวันที่คุณเอกไม่สามารถขายประกันได้เลย จนกระทั้งช่วงค่ำ มีลูกค้ามาแลกคะแนน เมืองไทย Smile Club คุณเอกดูแลให้บริการไปตามปกติ เมื่อลูกค้าท่านนั้นแลกคะแนนเรียบร้อย จึงถามคุณเอกถึงสินค้าที่พึ่งออกใหม่เพื่อขอซื้อ 1 ล้านบาท คุณเอกไม่มั่นใจว่าลูกค้าท่านนั้นจะซื้อจริง จึงเชิญลูกค้ามาฟังข้อมูลสินค้าต่อในบูธ เมื่อคุณเอกให้ข้อมูลสินค้าจนจบลูกค้าท่านนั้นก็ตัดสินใจซื้อในจำนวนเงิน 1 ล้านบาท และขอซื้อให้น้องสาวด้วยอีก 1 ล้านบาท ทำให้ในวันนั้น คุณเอกมียอดขายถึง 2 ล้านบาท ด้วยการสนับสนุนของลูกค้าในวันนั้น คุณเอกจึงสามารถพิชิตคุณวุฒิ MDRT ได้ และเดินทางไปร่วมสัมนา MDRT ระดับโลกที่ แอตแลนตา-สหรัฐอเมริกา

คุณเอกให้คำนิยามของ MDRT เป็นเหมือนโอลิมปิกของคนขายประกันฯ แต่เราไม่ได้เพื่อไปแข่งขันกับใคร เราไปเพื่อฟังวิชาการจากวิทยากรระดับโลก เพื่อกลับมาพัฒนาทักษะและอาชีพต่อไป คุณเอกคิดเสมอว่าตนเองยังไม่ใช่คนเก่งหรืออยู่เหนือใคร เพราะการคิดแบบนั้นทำให้ตัวเองหยุดพัฒนา ด้วยความคิดแบบนี้เองทำให้คุณเอกสามารถพัฒนาตนเองพิชิตทุกเป้าหมายที่บริษัทได้ตั้งไว้

ลูกค้ารายใหญ่

คุณเอกให้แง่คิดถึงการขายลูกค้ารายใหญ่ หรือลูกค้าที่ซื้อเบี้ยประกันเป็นหลักล้านบาทขึ้นไปว่า อยู่ที่การบริการและสายสัมพันธ์ ลูกค้ารายย่อยในวันนี้ที่เราไปขาย ในวันข้างหน้าเขาเติมโตขึ้น จากพนักงานก้าวไปเป็นผู้บริหาร จากลูกจ้างออกมาเป็นเจ้าของกิจการ เมื่อลูกค้าโตขึ้นตัวแทนประกันชีวิตก็ย่อมโตตามไปด้วย คุณเอกใส่ใจกับลูกค้าทุกราย หมั่นแวะเยี่ยมเยียนทักทาย ทุกครั้งที่ได้ไปพบลูกค้านอกจากทักทายปกติ เรายังมีโอกาสได้รับข้อมูลของลูกค้าเพิ่มได้ทราบความต้องการต่างๆ และนำมาเป็นข้อมูลในการนำเสนอแบบประกันเพิ่มเติม ที่เหมาะกับลูกค้าในช่วงนั้นๆ เมื่อยามเจ็บป่วย ช่วยดูแลการเคลมสินไหมคอยอำนวยความสะดวกในการติดต่อประสานงาน หรือแม้กระทั่งจำวันสำคัญต่างๆ ของลูกค้าได้เป็นอย่างดี

เมืองไทย Smile Club ของเมืองไทยประกันชีวิต เป็นส่วนช่วยในการสร้างความประทับใจให้ลูกค้า มีกิจกรรมให้ลูกค้าได้มีส่วนร่วม สามารถนำคะแนนที่ได้จากการชำระเบี้ยประกันชีวิต มาแลกของสมนาคุณจากร้านที่มีชื่อเสียงมากมาย หรือจะเป็นการท่องเที่ยงทั้งในและต่างประเทศ เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ตัวแทนขยายตลาดได้เป็นอย่างดี ทำให้ลูกค้าประทับใจในบริการ และเกิดเป็นสายสัมพันธ์ที่ดีกับตัวแทนประกันชีวิต

ตัวแทนฯต้องปรับตัวอย่างไร

ตัวแทนต้องรู้ร้อบด้านมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการเงิน เศรษฐกิจ ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงปัจจัยที่นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง เพราะทุกปัยจัยส่งผลกระทบต่อลูกค้าไม่มากก็น้อย คุณเอกยังฝากทิ้งท้ายถึงลูกค้าและผู้ที่ต้องการเข้ามาเป็นตัวแทนประกันชีวิต ว่า “ขณะนี้เมืองไทยประกันชีวิต ภายใต้การนำของ คุณสาระ ล่ำซำ มีความพร้อมในทุกๆ ด้าน สามารถทำให้คุณประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการออม แบบประกันชีวิตต่างๆ และในส่วนของตัวแทนฯ เมืองไทยประกันชีวิต มีระบบการฝึกอบรม ที่จะทำให้ท่านได้บรรลุเป้าหมายและถึงฝั่งฝันได้”

คุณสุรเจษฎ์ ตฤษณาไวศย์ เป็นตัวอย่างที่ดีของการยืนหยัดทำอย่างต่อเนื่อง แม้เริ่มต้นด้วยแรงต้านจากทางบ้าน และต้นทุนทางสังคมที่ไม่ดีนัก ด้วยความมุ่งมันทุ่มเท เชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ ใฝ่หาความรู้  จนทำให้ในวันนี้เป็นตัวแทนประกันชีวิตที่ประสบความสำเร็จทั้งทางด้านการขายส่วนตัว และช่วยให้น้องๆ ทีมงานได้ก้าวตามความสำเร็จ คว้าฝันที่เคยได้แค่ฝัน มาครอบครองได้ ผู้อ่านเองก็เช่นกัน หาแบบอย่างเรียบรู้และทำตาม ไม่นานคุณเองก็จะประสบความสำเร็จ และเป็นแม่แบบที่ดีให้เพื่อนร่วมอาชีพรุ่นต่อๆ ไป

(บทสัมภาษณ์ธุรกิจประกันภัย หนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย ฉบับที่ 350 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-30 มิถุนายน 2560)

บทสัมภาษณ์ : คุณถิราภรณ์ เพชราภินันท์ - คุณเฉลิม หวังบริรักษ์กุล บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด

การที่จะประสบความสำเร็จในธุรกิจแอมเวย์ การเรียนรู้ธุรกิจถือเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ เราจะมีวิธีสอนคนอื่นอย่างไรให้เขาทำงานเป็น เมื่อเราสามารถที่จะสอนให้คนอื่นทำงานเป็นแล้ว เราก็จะได้ความมั่นคงจากการที่มีองค์กรที่มีความแข็งแกร่ง

กลายเป็นอีกหนึ่งมิติใหม่ในการเปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งสำคัญ กับการก้าวไปสู่อิสรภาพที่มั่นคงในการใช้ชีวิตกับธุรกิจเครือข่าย คุณถิราภรณ์ เพชราภินันท์ - คุณเฉลิม หวังบริรักษ์กุล นักธุรกิจแอมเวย์ระดับเพชร บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งทั้งคู่ฟันฝ่าอุปสรรคในธุรกิจแอมเวย์มายาวนานกว่า 20 ปี แต่ก็ไม่เคยคิดจะย่อท้อต่ออุปสรรคที่ขวางหน้า เพราะเล็งเห็นถึงความสำเร็จในอนาคตของธุรกิจนี้ที่จะสามารถตอบแทนการใช้ชีวิตที่มีอิสระ และในปีนี้ทั้งคู่ได้รับคัดเลือกจากบริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อรับรางวัลเชิดชูเกียรตินักธุรกิจขายตรงดีเด่นที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจอย่างมีจรรยาบรรณและมีจริยธรรมที่ดี ในงาน “TDSA AWARD 2017” ของสมาคมการขายตรงไทย (TDSA)

@ก่อนก้าวเข้าสู่ธุรกิจ “แอมเวย์”

ทั้งคู่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยคุณเฉลิมจบสาขาคณิตศาสตร์ ส่วนคุณถิราภรณ์จบทางด้านสื่อสารมวลชน หลังจากที่ทั้งคู่จบการศึกษาก็เริ่มต้นทำงานเป็นพนักงานบริษัทตามสายงานที่ตัวเองจบมา คุณถิราภรณ์ทำงานในด้านสื่อโฆษณาให้กับธนาคารเอกชนขนาดใหญ่ ส่วนคุณเฉลิมทำงานที่ธนาคารเดียวกันในด้านการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ของธนาคาร ตลอดระยะเวลากว่า 12 ปี กับบทบาทพนักงานประจำก็มีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต เพื่อมองหาอิสรภาพในการใช้ชีวิตให้ได้อย่างแท้จริง

คุณเฉลิม ยังจดจำภาพและความรู้สึกในอดีตวันนั้นอย่างฝังใจว่า “ระหว่างที่ทำงานกับธนาคารรู้สึกว่าที่นี่ไม่ใช่ผม ก็เลยหวนกลับไปใช้ชีวิตกลางแจ้งในปี 2520 ซึ่งตัวเองนั้นชอบที่จะท่องเที่ยว ในเชิงธรรมชาติ    บุกป่าฝ่าดงอยู่เป็นประจำ ในช่วงนั้นเป็นคนที่ชอบการถ่ายรูปด้วยเลยได้โอกาสเขียนหนังสือ และในช่วงที่ทำงานธนาคารมีโอกาสได้เขียนบทความเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในนิตยสารท่องเที่ยวอยู่ประมาณ 10 ปี การได้เขียนหนังสือทำให้รู้สึกว่ามันมีอะไรน่าสนใจ จึงตัดสินใจลาออกในปี 2529 เพื่อมาหุ้นกับเพื่อนเปิดบริษัทโฆษณาเล็กๆ โดยเพื่อนเป็นครีเอทีฟ (Creative) เป็นบริษัทที่มียอดขายไม่ได้มากมายนัก แต่ทำงานครบวงจร รวมถึงการทำส่งเสริมการตลาดแบบไม่ใช้สื่อ (Below the Line) ก็ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก ซึ่งในอดีตนั้นหนึ่งในบริษัทที่เคยเป็นลูกค้าเราก็คือแอมเวย์”

@สวมบทเถ้าแก่เปิดบริษัทโฆษณาร่วม 10 ปี

หลังจากที่ลาออกจากงานประจำ ก็หันมาประกอบอาชีพเปิดบริษัทโฆษณาในปี 2529 ได้เป็นเจ้านายตัวเองประมาณ 10 ปี หลังจากนั้นคุณเฉลิมก็คิดที่จะวางแผนเกษียณ เพราะถือว่าตอนนั้นมีฐานะแล้วในระดับหนึ่ง สามารถมีอะไรที่อยากมี ก็หาซื้อมาได้ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถ หรือเงินออม รวมทั้งที่ดิน ซึ่งเริ่มต้นจากศูนย์ จากคนที่ไม่เคยมีอะไรเลย หากแต่มีเพียงต้นทุนในการร่วมเปิดบริษัทกับเพื่อนด้วยเงินเพียง 4 หมื่นบาทเท่านั้น

ผมคิดจะเกษียณหลังจากเริ่มทำงานได้ 5 - 6 ปี ช่วงนั้นเศรษฐกิจรุ่งมาก ทำให้พอมีเงินออม ซึ่งตอนนั้นผมมาจาก 2 คน มือเปล่า ไม่มีต้นทุนอะไรเลย มีแค่ทุน 4 หมื่นบาท หลังจากที่ทำธุรกิจมาสักระยะ ก็มีเงินออม มีบ้าน 2 หลัง มีรถยนต์ที่อยากได้ ผมก็มีความรู้สึกว่าพอแล้ว จึงคิดที่จะเกษียณ แต่บังเอิญระหว่างนั้นได้รับการติดต่อจากเพื่อนเก่า ซึ่งเป็นรุ่นพี่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คุณอรอนงค์ ศิริรังคมานนท์ เธอทำธุรกิจแอมเวย์ควบคู่กับการเป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ของธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมชื่อดังในขณะนั้น ผมก็ได้รับการแนะนำเกี่ยวกับการทำธุรกิจแอมเวย์ แต่ในตอนนั้นยังไม่ความสนใจเพราะบริษัทของตัวเองนั้นสามารถหารายได้ในระยะยาวอยู่แล้ว”

@จากจุดเริ่มวางแผนเกษียณอายุทำงาน

คุณเฉลิม นึกย้อนความหลังกลับไปว่าหลังจากตนเองกับภรรยาได้เปิดบริษัทโฆษณาประมาณ 5 ปี มีฐานะค่อนข้างมั่นคง เลยกลับไปซื้อที่ดินในจังหวัดเชียงใหม่ไว้เพื่อการเพาะปลูก และในปี 2535 ก็หันกลับไปทำนาที่เชียงใหม่ ประกอบกับในขณะนั้นพี่สาวของคุณถิราภรณ์ป่วย เลยค้นพบว่า อาหารที่รับประทานเข้าไปในแต่ละวันมีสารพิษตกค้างทั้งนั้น จึงมีความคิดเรื่องการปลูกข้าวปลอดสารพิษ เพราะทุกคนต้องรับประทานข้าว

            “เราจึงเริ่มทำการเรียนรู้ ไปพบผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญหลายคน เพื่อจะหาข้อมูลวิธีทำนาข้าวปลอดสารพิษ โดยที่ไม่พึ่งพาสารเคมี จากนั้นก็เริ่มลงมือทำนาปลอดสารพิษตั้งแต่ปี 2536 และวางแผนเกษียณตอนอายุ 45 ปี โดยใช้ชีวิตตามที่ใจเราต้องการ เพราะในตอนนั้นมีความพร้อมในทุกๆ ด้านแล้ว”

@ต้มยำกุ้งทำพิษ

คุณเฉลิม ลำดับความให้ฟังว่า ในช่วงปี 2540 ได้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือต้มยำกุ้ง ทำให้ต้องกลับไปเป็นหนี้ใหม่อีกรอบ ตอนนั้นแผนงานทุกอย่างที่วางแผนไว้กลับไม่ใช่อย่างที่คิด ในปีนั้นคุณอรอนงค์ก็เข้ามาและเล่าแผนธุรกิจเกี่ยวกับ “แอมเวย์” ให้ผมฟังอีกครั้ง ทำให้เรามองว่าไม่ใช่แค่ได้เงินเท่านั้น แต่ธุรกิจแอมเวย์ยังให้ความมั่นคงเมื่อสร้างความสำเร็จถึงระดับหนึ่งอีกด้วย และเราเป็นเหมือนหุ้นส่วนของบริษัทอยู่ตลอดเวลา จึงคิดว่าเราน่าจะมีธุรกิจที่สามารถรองรับชีวิตหลังเกษียณได้แน่นอน ทำให้ตัวเองตัดสินใจเริ่มเข้าสู่ธุรกิจแอมเวย์ในปี 2541 โดยเริ่มจากการเข้ามาเรียนรู้ธุรกิจว่าแอมเวย์คืออะไร และทำงานกันแบบไหน

@สัมผัสธุรกิจ “แอมเวย์”

คุณเฉลิม  เท้าความหลังอดีตให้ฟังว่า เมื่อได้เข้ามาสัมผัสกับธุรกิจแอมเวย์อย่างจริงจัง มีความตื่นเต้นอย่างแรกคือเรื่องของสินค้า แต่ก่อนเคยทำงานด้านโฆษณาเกี่ยวกับสินค้ามา 10 ปี ต้องไปศึกษาเรียนรู้กับสินค้าทุกอย่างเพื่อเอาข้อดีของสินค้ามาลงในสื่อวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ซึ่งผู้บริโภคจะได้รับข้อมูลจากสื่อเพียงแค่ทางเดียว แต่พอมาทำธุรกิจแอมเวย์จะต้องไปสาธิตสินค้าจริงต่อหน้าผู้บริโภค ซึ่งผู้บริโภคมีสิทธิ์โต้แย้งได้ทันที ถ้าสินค้าไม่ดีผู้สาธิตก็ไม่มีสิทธิ์ตอบข้อโต้แย้งได้เลย แต่ด้วยคุณภาพสินค้าที่ตอบโจทย์ทุกกรณี ทำให้นักธุรกิจทุกคนมีความเชื่อมั่นมากในการบอกเล่าถึงคุณภาพของสินค้า

เมื่อมีสินค้าที่ดี ตอบโจทย์ผู้ใช้ได้ เราต้องมาศึกษาว่าเราจะทำธุรกิจยังไง ขยายตลาดอย่างไร บริษัทมีวิธีคิดอย่างไร ในฐานะนักการตลาดในสมัยนั้น ถ้าเราทำสินค้าตัวหนึ่ง เราต้องพึ่งผู้มีประสบการณ์ และมั่นใจว่าเค้าจะนำสินค้าไปในทิศทางช่องทางการตลาดนี้ได้ แต่แตกต่างจากความคิดของริชและเจย์ สองผู้สถาปนาแอมเวย์ เขาเป็นคนที่พิเศษมากกล่าวคือ เขาผลิตสินค้าคุณภาพระดับนี้ได้ โดยที่ไม่ต้องพึ่งช่องทางการตลาดแบบเดิมๆ เลย ให้โอกาสแก่ใครก็ได้เป็นผู้จำหน่าย”

@การบริหารทีมงาน

คุณเฉลิม เชื่อมั่นว่าในการที่จะประสบความสำเร็จในธุรกิจแอมเวย์ การเรียนรู้ธุรกิจถือเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ เราจะมีวิธีการสอนคนอื่นอย่างไรให้เขาทำงานเป็น เมื่อเราสามารถที่จะสอนให้คนอื่นทำงานเป็นแล้ว เราก็จะเกิดความมั่นคงจากการที่มีองค์กรที่แข็งแกร่ง ในการจะบริหารทีมงานในการทำเครือข่ายนั้น จะมีความแตกต่างจากการทำธุรกิจส่วนตัวในรูปแบบบริษัท เราจะใช้หลัก 2C (Command & Control) ในการบริหารจัดการ โดยใช้คำสั่งและการควบคุมเป็นหลัก แต่ในการทำรูปแบบเครือข่ายเราจะใช้หลัก 2I (Inspire & Influence) คือการสร้างแรงบันดาลใจและการสร้างแรงจูงใจ การทำธุรกิจแอมเวย์ต้องมีความรู้สึกจากใจในการทำงานจริงๆ ต้องมีความเชื่อมั่น ให้เกียรติซึ่งกันและกัน สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากธุรกิจแอมเวย์

@อุปสรรคในการทำธุรกิจ

คุณเฉลิม เล่าว่า การทำธุรกิจเครือข่าย สิ่งที่เป็นของคู่กันคือ การถูกปฏิเสธ ซึ่งถือเป็นอุปสรรคหลักในการทำธุรกิจ เปรียบเสมือนเวลาที่เราเดินไปบนท้องถนน ถามว่าคนรู้จักธุรกิจแอมเวย์ไหม คนส่วนใหญ่จะรู้จักแอมเวย์ ถามว่าสินค้าแอมเวย์ดีไหม เชื่อว่า 70 - 80% จะตอบว่าสินค้ามีคุณภาพ แต่ถามว่ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจกับเราไหม อัตราการยอมรับถือว่าต่ำมาก เพราะคนส่วนใหญ่มองถึงภาพพจน์เดิมๆ ของธุรกิจที่จะต้องไปง้อคน หรือตามตื้อให้คนซื้อ หรือแม้แต่การใช้กระบวนการแชร์ลูกโซ่ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ไม่ถูกต้อง ถ้าทุกคนเปิดใจให้โอกาสตัวเอง แล้วมาฟังแนวคิดในการทำธุรกิจแอมเวย์จริงๆ ทบทวนด้วยความคิดที่ใช้ทั้งเหตุและผล เขาจะเห็นว่าธุรกิจนี้น่าสนใจที่จะเข้าร่วมมากแค่ไหน

@ฝากข้อคิดทิ้งท้าย

ในขณะที่คุณถิราภรณ์ กล่าวว่า สำหรับคนที่ต้องการเข้าสู่ธุรกิจเครือข่าย ควรเลือกคู่ค้าที่เป็นบริษัทที่แข็งแกร่ง มีความมั่นคง ไม่ควรเลือกบริษัทอะไรก็ได้ ซึ่งให้เงินหรือรายได้เยอะๆ ไม่เช่นนั้นแล้วอาจจะกลายเป็นธุรกิจแชร์ลูกโซ่ได้ โดยเข้าไปศึกษาแผนการตลาด หรือศึกษาทีมงานที่จะเข้าไปร่วม เหมือน

แอมเวย์ให้โอกาสทุกคนสร้างทีมของตัวเอง เป็นทีมที่มีคุณธรรม มีระบบ มีความสำเร็จยาวนาน ทีมที่มีภาวะความเป็นผู้นำที่มีคุณธรรมในการทำธุรกิจ

และคุณเฉลิม ให้ข้อคิดทิ้งท้ายว่า “ผมคิดว่าคนที่คิดจะเข้ามาธุรกิจเครือข่าย คุณต้องมีความฝันของคุณเอง และตอบตัวคุณเองว่าธุรกิจเดิมๆ สามารถให้ในสิ่งที่คุณต้องการได้ไหม ถ้าให้ได้คุณพ้นพันธนาการกับงานเดิมๆ ได้ไหม เช่น คุณเป็นเจ้าของธุรกิจคุณคิดว่าคุณจะพ้นกับพันธนาการเรื่องทุน เรื่องหนี้ เรื่องการขยายตัว การเติบโต ได้ไหม ถ้าพ้นได้คุณเลือกทำเลย คุณต้องคิดให้ได้ว่าการเข้ามาสู่ธุรกิจเครือข่ายคือการเปิดโอกาสความสำเร็จและสามารถตอบโจทย์ความฝันของคุณได้หรือเปล่า เพียงคุณทุ่มเทและใช้เวลา 3 - 5 ปีในการศึกษา เรียนรู้ และลงมือทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้และการเติบโตทางธุรกิจในระยะยาว นั่นคือความสำเร็จจากการทำธุรกิจเครือข่าย”

             (บทสัมภาษณ์ธุรกิจเครือข่าย หนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย ฉบับที่ 349 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 มิถุนายน 2560)

บทสัมภาษณ์ : คุณศิรวดี วิไลศิลป์ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

เรียนรู้…เพื่อรู้จริง

พร้อมส่งมอบบริการอย่างมีคุณภาพ

การแบ่งปันความรู้แก่เพื่อนร่วมอาชีพและคนรอบตัวแบบไม่หวังผลตอบแทนจะทำให้ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นพลังส่งเสริมให้เราประสบความสำเร็จยิ่งกว่าเดิม เฉกเช่น “คุณศิรวดี วิไลศิลป์” ผู้จัดการขาย (A+) ฝ่ายขายสะสมเงินเดือน 10 บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ที่ถ่ายทอดความรู้ให้กับตัวแทนรุ่นน้องและผู้ที่รักงานประกันชีวิต เนื่องจากในอดีตเป็นเพียงแต่ผู้รับทำให้ปัจจุบันได้กลายมาเป็นผู้ให้ และพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่านี่แหละสิ่งที่เรียกว่าความสำเร็จอย่างแท้จริง!

@ จุดเริ่มต้นสู่เส้นทางนักขาย

“ศิรวดี วิไลศิลป์” เปิดเผยว่า จากพนักงานบริษัทเอกชนเกี่ยวกับการส่งออก-นำเข้า เป็นระยะเวลากว่า 5 ปี ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาด เขตภาคใต้ และขณะเดียวกันก็ประกอบธุรกิจส่วนตัวในการทำร้านอาหาร ซึ่งตอนนั้นมีประสบการณ์การเป็นลูกค้าของตัวแทนประกันชีวิตโดยการซื้อแบบไม่เข้าใจและไม่รู้ข้อมูลฟังแล้วรู้สึกว่ามันดีจึงตัดสินใจซื้อ

กระทั่งวันหนึ่ง หลังจากที่เป็นลูกค้าแล้วประสบปัญหา เนื่องจากซื้อประกันชีวิตให้คุณพ่อไว้ ก่อนซื้อตัวแทนประกันชีวิตบอกว่าสามารถคุ้มครองได้ทุกกรณี ทุกโรค แต่ผลสุดท้ายคุณพ่อป่วยหนักต้องส่งตัวมายังโรงพยาบาล และต้องนอนพักรักษาตัวอยู่หลายวันรวมค่าใช้จ่ายต่อเดือนเป็นแสน กลับไม่สามารถเบิกอะไรได้เลย ซึ่งไม่ตรงกับที่ตัวแทนประกันชีวิตพูดแม้แต่น้อย

“ศิรวดี” กล่าวว่า เพราะเหตุการณ์ในครั้งนี้จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ตัวเองอยากรู้ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจประกันชีวิตอย่างถ่องแท้ เนื่องจากยังมีความเชื่อว่า “การทำประกันชีวิตเป็นสิ่งที่ดี” ตั้งแต่นั้นมาก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ และพยายามศึกษาหาข้อมูลจากทางอินเทอร์เน็ต ตัวแทนที่รู้จัก สอบถามผ่าน Call Center ของแต่ละบริษัทฯ เมื่อมีความเข้าใจในธุรกิจประกันชีวิตก็อยากที่จะถ่ายทอดและบอกต่อว่าประกันชีวิตเป็นสิ่งที่ดี เพียงแต่ก่อนการตัดสินใจซื้อ ตัวเราเองจะต้องมีความเข้าใจทั้งข้อมูลและตัวสินค้า จึงจะไม่ผิดหวังเพราะหลายคนพูดกันว่า “ประกันชีวิตเป็นสินค้าที่น่ามหัศจรรย์”

“ศิรวดี” กล่าวต่อว่า เพราะฉะนั้นเมื่อเริ่มหลงใหลในคุณค่าของประกันชีวิตจึงพบจุดเปลี่ยนแปลงของชีวิตแบบที่ไม่มีใครต้องมาบังคับ และเป็นเหตุผลในการตัดสินใจลาออกจากงานประจำแบบไม่เสียดายทั้งรายได้และตำแหน่ง จวบจนปัจจุบันเป็นเวลาสิบกว่าปีที่อยู่ในธุรกิจประกันชีวิต ภายใต้สังกัด บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต ต้องขอขอบคุณบริษัทและผู้บริหารที่ออกผลิตภัณฑ์หลากหลายเพื่อมาตอบสนองความต้องการของลูกค้าและทุกความต้องการของคนไทย รวมทั้งช่วยพัฒนาตัวแทนทุกคนได้อย่างไม่สิ้นสุดภายใต้สโลแกน “บริษัทของคนหัวคิดทันสมัย”

@ ประกันชีวิต สินค้าที่ทดแทนความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่!

แต่การทำงานในทุกสายอาชีพย่อมมีอุปสรรคเข้ามาเป็นบททดสอบอยู่เสมอ โดยเฉพาะอาชีพตัวแทนประกันชีวิต จะต้องพบเจอกับร้อยคำปฏิเสธและสายตาที่ดูถูก เพราะคนไทยมักมองไม่เห็นคุณค่าของประกันชีวิตหากไม่ประสบพบเจอกับเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นกับตัวเองหรือคนในครอบครัว หลายครั้งที่รู้สึกท้อแท้และอยากจะเดินออกจากอาชีพ แต่ทุกครั้งก็จะพยายามคิดแต่เพียงว่า “อยากส่งต่อสิ่งดีดี และบอกเล่าให้ทุกคนรู้ถึงคุณค่าของประกันชีวิต”

“ศิรวดี” กล่าวต่อว่า เพราะหากวันใดวันหนึ่งชีวิตต้องพบเจอกับโรคร้ายหรือหากครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งสูญเสียเสาหลักไปก่อนวัยอันควร จะดีกว่าไหมถ้าถึงเวลานั้นมีประกันชีวิตที่เข้ามาช่วยในเรื่องของค่ารักษาพยาบาล ซึ่งเป็นผลมาจากเงินที่เก็บมาทั้งชีวิต จะดีกว่าไหมถ้ามีใครจากไปแล้วมีเงินก้อนไว้เป็นเงินสำรองเลี้ยงชีพ “ถ้าไม่ใช่อาชีพนักบุญอย่างตัวแทนประกันชีวิต” เพราะการทำประกันชีวิต คือการออมเงินจากก้อนเล็กๆ เพื่อแลกกับเงินก้อนใหญ่ในวันที่เกิดเหตุฉุกเฉิน

ดังนั้น ประกันชีวิต คือ สินค้าชนิดเดียวที่สามารถซับน้ำตาและทดแทนสิ่งที่สูญเสียได้ เพราะความคิดเช่นนี้จึงสามารถขจัดความท้อแท้และอุปสรรคทั้งหมดลงได้

@ ใช้ความรัก ความจริงใจ ทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ 

“ศิรวดี” กล่าวอีกว่า โดยดิฉันจะมุ่งมั่นพัฒนาตนเองอยู่เสมอ สร้างความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อชี้ให้เห็นถึงคุณค่าประกันชีวิต และที่สำคัญต้องศรัทธาในอาชีพและองค์กรเปรียบเป็นกลยุทธ์ง่าย ๆ ที่สร้างความสำเร็จให้นักขายมาอย่างยาวนาน และดิฉันยังนำวิธีการเหล่านี้ไปบริหารทีมงาน พร้อมทั้งให้ความรัก ความจริงใจ เคารพสิทธิ์ในการตัดสินใจร่วมกัน ทำให้ทุกคนในทีมเข้าใจว่าสิ่งที่ต้องทำนั่นคือ ความยิ่งใหญ่ที่จะกลายเป็นผลลัพธ์นำมาซึ่งรายได้ ความก้าวหน้า จึงจะทำให้ทุกคนมีความสุขและเต็มที่กับงาน

“ศิรวดี” กล่าวว่า และสิ่งที่ดิฉันพัฒนาทีมงานให้มีคุณภาพนั้นก็สามารถทำให้ผลิตผลงานติดคุณวุฒิ MDRT ได้สำเร็จ แน่นอนว่าเป้าหมายของการทำงานคือความมั่นคงในชีวิต ณ ปัจจุบันบริษัทเมืองไทยประกันชีวิตได้วางตำแหน่งสูงสุดไว้ที่ผู้ช่วยกรรรมการผู้จัดการ ตัวเองและทีมงานได้ตั้งเป้าหมายอันสูงสุดนั้นไว้ว่าจะต้องไปถึงให้ได้อย่างแน่นอน

สำหรับสิ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จจนถึงทุกวันนี้คงได้จากประสบการณ์ที่เกิดจากการเรียนรู้อยู่เสมอ รวมถึงการมีทีมงานคุณภาพ ลูกค้าทุกคนที่อยู่เคียงข้างและให้ความไว้วางใจตลอดมา สิ่งเหล่านี้ก็ได้ถูกถ่ายทอดความรู้ด้านวิชาชีพให้กับตัวแทนรุ่นน้อง ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจที่ได้มีโอกาสเป็นอาจารย์สอนเทคนิคต่าง ๆ ให้กับรุ่นน้องและผู้ที่รักงานประกันชีวิต เพราะจากอดีตเป็นเพียงแต่ผู้รับ แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นผู้ให้ นี่แหละสิ่งที่เรียกว่า “ความสำเร็จอย่างแท้จริง”

@ความพยามไม่เคยทำให้ใครพ่ายแพ้ ความท้อแท้ก็ไม่เคยทำให้ใครชนะ

สุดท้ายนี้ “ศิรวดี” กล่าวทิ้งท้ายว่า ความพยามไม่เคยทำให้ใครพ่ายแพ้…ความท้อแท้ก็ไม่เคยทำให้ใครชนะ เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงพยายามทำงานในทุกสถานการณ์และมีทัศนคติบวกกับทุกคำปฏิเสธ โฟกัสมองเป้าหมายและเดินไปข้างหน้าเพื่อก้าวสู่เส้นทางแห่งความสำเร็จ

สำหรับคนที่กำลังท้อแท้หรือกำลังรู้สึกหมดหวังในชีวิต ขอให้ลุกขึ้นยืนหลับตาแล้วให้ย้อนมองถึงวันที่คุณมีความสุข วันที่คุณดีใจที่สุดกับอาชีพนี้ ฟังเสียงปรบมือที่ทีมงานคุณร่วมแสดงความยินดีกับคุณ นึกถึงคำขอบคุณที่ลูกค้ามอบให้ นึกถึงสัญญาที่คุณมอบและรับปากลูกค้าไว้ และนึกถึงความก้าวหน้าที่รออยู่ แล้วค่อย ๆ ลืมตาแล้วก้าวเดินออกไปข้างหน้าพร้อมทิ้งทุกความรู้สึกแย่เมื่อคุณลืมตาออกมา และจงเชื่อมั่นว่า “ไม่มีใครมาลิขิตชีวิตเราได้…นอกจากตัวเราเอง”

(บทสัมภาษณ์ธุรกิจประกันภัย หนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย ฉบับที่ 349 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 มิถุนายน 2560)

บทสัมภาษณ์ : คุณณศกร อยู่พิทักษ์ บริษัท ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

ตั้งใจ ขยัน อดทน ต่อเนื่อง และเรียนรู้!

มันมักจะดูเหมือนว่า “เป็นไปไม่ได้” จนกว่าจะสำเร็จ! คำพูดที่ใครหลายคนเคยพูดไว้ ถึงแม้ว่าเราเคยคิดว่าหนทางมันตีบตันแล้ว ปัญหามันหนักเสียจนไม่มีทางแก้ไขแล้ว “แต่เมื่อถึงทางตัน...เรามักจะพบทางออกเสมอ” เพราะฉะนั้นทุกชีวิตเสมือนเกิดมายืนอยู่กลางสนามรบ นั่นหมายความว่า “มนุษย์ที่ยังมีลมหายใจต่างยังต้องเผชิญปัญหาและอุปสรรคเข้ามาเป็นบททดสอบตลอดเวลา” แต่สิ่งเหล่านั้นก็ย่อมจะทำให้เราเข้มแข็งยืนอยู่บนโลกใบนี้ได้อย่างสวยงามเช่นกัน!

เฉกเช่น “คุณณศกร อยู่พิทักษ์” ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายขายอาวุโส สำนักงานตัวแทนนครศรีธรรมราช บริษัท ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ผู้ที่เผชิญความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ไม่เคยย่อท้อเพราะเชื่อเสมอว่า “ความอดทน” คือ “ต้นทุนของความสำเร็จ” จนสามารถนำเอาบทเรียนจากความล้มเหลวมาเป็นพลังในการต่อสู้เพื่อก้าวสู่ “ชัยชนะ”

ด้วย “ค่าความสามารถ” จนผงาดขึ้นมายืนอยู่ในตำแหน่ง “ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายขายอาวุโส (EGRD)” และคว้ารางวัล Annual Award ในปีที่ผ่านมา โดยการพิชิตคุณวุฒิ TOP Of The Year อันดับ 1 ทั้งการผลิตผลงานด้านจำนวนเบี้ยและจำนวนรายสูงสุด รวมถึงผลงานด้านการสรรหาจำนวนตัวแทนใหม่สูงสุด นับเป็นการสร้างความสำเร็จที่มีความมั่นคงและยั่งยืน

@ จุดเริ่มต้นสู่เส้นทางนักขาย

“ณศกร อยู่พิทักษ์” เปิดเผยว่า หลังจากทำธุรกิจส่วนตัวมาหลายอาชีพ อาทิ ฟาร์มเลี้ยงหมู รับเหมาก่อสร้าง และนักการเมือง เป็นต้น ต่างประสบปัญหาครั้งแล้วครั้งเล่า เนื่องด้วยไม่มีระบบแผนงานรองรับที่ดี ถึงแม้ว่าจะเป็นคนขยันและตั้งใจทำงานก็ตาม เสมือนกับคำพูดที่ว่า “ขยันผิดที่ ทำ 10 ปีก็ไม่รวย” เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจ คือ “การบริหารจัดการที่ดี” เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง แต่กว่าจะรู้ตัวก็หมดสิ้นทุกอย่างไปแล้ว

แต่โชคดีที่ตนเองยังมีค่าความสามารถ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยของการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ถึงแม้ว่าจะไม่มีต้นทุนหรือเครดิตเลยก็ตาม ประจวบกับช่วงนั้น “พรเทพ อยู่พิทักษ์” หรือพี่ชายทำงานอยู่ในแวดวงประกันชีวิตและเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก มีรายได้เฉลี่ยล้านกว่าบาทต่อเดือน (ประมาณ 10 ปีที่แล้ว) ได้ชักชวนและมอบโอกาสให้ตนเองเข้าสู่อาชีพ “ตัวแทนประกันชีวิต” แต่ด้วยเส้นทางการทำงานขัดแย้งกันตนเองจึงบอกปฏิเสธไป

แต่ด้วยคำพูดเพียงหนึ่งประโยคสวนกลับมา ทำให้ตนเองต้องตัดสินใจลงมือทำเพราะชอบความท้าทาย นั่นคือคำว่า “แสดงว่าไม่เก่งจริง ถ้าเก่งจริงต้องทำได้ทุกอย่างสิ” ในปี 2547 ก็ตัดสินใจสอบใบอนุญาตตัวแทนประกันชีวิตในฐานะตัวแทนเต็มเวลา (FULL-TIME) และลงมือทำงานทันที ใช้ระยะเวลาเพียง 3 เดือน สามารถเก็บเบี้ยประกันสูงถึง 7 แสนบาท จนสามารถเลื่อนตำแหน่งเป็น “ผู้จัดการหน่วย” ด้วยเคล็ดลับ คือ ใช้แรงขับเคลื่อนในการทำงานด้วยการวางเป้าพบลูกค้า 10 ราย ปิดการขาย 5 ราย/วัน จนสร้างรายได้ให้กับตนเองในช่วงนั้นอยู่ที่เดือนละ 1 แสนบาท

“ณศกร” กล่าวว่า แน่นอนว่าจากภาพความล้มเหลวทำให้เราไม่สามารถขายคนที่รู้จักได้ ทำให้ต้องตัดสินใจเปลี่ยนฐานตลาดใหม่โยกย้ายตนเองเข้ามาอยู่ในเมือง จ.นครศรีธรรมราช มุ่งเป้าหมาย คือ “นักธุรกิจ” เป็นหลักจนเริ่มปิดการขายได้มากขึ้นตั้งแต่เดือนแรก 7 ราย ต่อมาเดือนที่สอง 11 ราย และเดือนที่สามอีก 18 ราย ทำให้ตัดสินใจเปิดสำนักงานตัวแทนในปีเดียวกัน และลงมือทำงานพร้อมกับรีครูทตัวแทนใหม่อย่างต่อเนื่อง

“ทั้งนี้ ด้วยนิสัยเป็นคนถ้าทำอะไรแล้วทำจริง ไม่คิดท้อถอย ทำให้ประสบความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว นั่นเป็นเพราะว่า “เราผ่านความล้มเหลวที่มากพอ” ทำให้ปัญหาที่เข้ามาเราสามารถแก้ไขและก้าวข้ามไปได้อย่างไม่ยากเย็น จนไม่เคยคิดจะหยุดทำงานตั้งแต่เข้าสู่อาชีพนี้”

@ SCBLIFE บริษัทประกันชีวิตที่คุณวางใจ

“ณศกร” กล่าวต่อว่า 12 ปีของการทำงานในธุรกิจประกันชีวิต ก่อนจะเข้าอยู่ใต้ร่มชายคา “ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต” หรือ SCBLIFE ด้วยเหตุผลเพื่อต้องการก้าวย่างไปสู่ทิศทางของการเติบโตที่มั่นคง เนื่องด้วย “ไทยพาณิชย์ประกันชีวิต” หรือ SCBLIFE - เป็นแบรนด์ที่ทุกคนรู้จัก - โครงสร้างผลประโยชน์ หรืออัตราความยั่งยืนสูง – มีการสนับสนุนช่องทางการขายและมีอาวุธในการสร้างคน - มอบผลประโยชน์ให้กับลูกค้าและฝ่ายขายเป็นอย่างดี

จึงตัดสินใจโทรหา “ณรงค์เดช ชนะชัย” ให้ติดต่อผู้ใหญ่ของบริษัทลงมาพบเพื่อทำสัญญาร่วมกัน โดยได้มีโอกาสร่วมงานกับ SCBLIFE ในเดือนมิถุนายน 2556 ซึ่งเป็นจังหวะของการแข่งขันระดับ MP Division จึงตัดสินใจเข้าร่วมการแข่งขันด้วย โดยไม่รู้เลยว่าตัวแทนคนอื่น ๆ เริ่มทำงานไปตั้งแต่ต้นปีกันแล้ว แต่ปรากฏว่าเมื่อถึงไตรมาสสุดท้ายผลลัพธ์ที่ออกมาตนเองสามารถติดคุณวุฒิ MP Division คว้าถ้วยมา 3 รางวัล

@ เสือใต้! ผงาดกวาดรางวัล “TOP Of The Year” Persistency พุ่ง 90.82%

“ณศกร” กล่าวต่อว่า และในปี 2557 สามารถก้าวขึ้นมาติด TOP10 ของบริษัทฯ ต่อมาในปี 2558 บริษัทเปลี่ยนโครงสร้างแต่ตนเองก็ยังสามารถติด TOP Of The Year อันดับ 3 ด้านเบี้ยใหม่ คุณวุฒิ TOP Of The Year อันดับ 1 ด้านรีครูท และในปี 2559 สามารถติด TOP Of The Year อันดับ 1 ด้านเบี้ยใหม่ ด้วยจำนวนเบี้ยประกัน 47.1 ล้านบาท คุณวุฒิ TOP Of The Year อันดับ 1 ด้านรีครูท จำนวน 200 คน ด้วยผลงาน 20.7 ล้านบาท อัตราความยั่งยืน (Persistency) อยู่ที่ 90.82% และคุณวุฒิ TOP Of The Year อันดับ 1 ด้านจำนวนราย 1,679 ราย อีกทั้งคุณวุฒิท่องเที่ยวต่างประเทศ อาทิ ฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ เวียดนาม ออสเตรเลีย เป็นต้น

ด้านผลงานในปี 2560 ของไตรมาสแรกที่เพิ่งผ่านพ้นไปยังรักษาระดับอยู่ได้ แต่ทุกๆ ปี ตนเองจะเปลี่ยนวิธีการทำงานเสมอ เพราะด้วยหลักการโลกมันเปลี่ยนตลอดเวลา ถ้าเรายังใช้วิธีการเดิมๆ เราจะตกลงไปทันที

ปัจจุบันมีตัวแทนประกันชีวิตในสังกัดอยู่ทั้งสิ้น 350 คน อยู่ในระดับผู้จัดการจำนวน 34 หน่วย โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าในสิ้นปี 2560 จะขยายหน่วยเพิ่มเป็น 50 หน่วย และรีครูทตัวแทนจากเดิมมุ่งสู่เป้าหมาย 500 คน เบี้ยประกันภัยทั้งสิ้นแตะ 70 ล้านบาท นอกจากนี้ ในปี 2561 วางแผนขยายหน่วยต่อเนื่องอยู่ที่ 65 หน่วย ตัวแทนประกันชีวิต 800 คน เบี้ยประกันทะลุ 100 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่จะต้องทำให้จงได้

@ ทุกความสำเร็จต้องผ่านความล้มเหลวที่มากพอ!

“ณศกร” กล่าวว่า อาชีพตัวแทนประกันชีวิตเป็นอาชีพที่มีความยาก...แต่มีราคาแพง หมายความว่า “เป็นอาชีพที่มีคุณค่ากับคน ถ้าเรียนรู้อย่างเข้าใจ และเอาจริงเอาจังอย่างมากพอ” เพราะฉะนั้นโลกใบนี้ยังให้โอกาสสำหรับคนที่มุมานะเพื่อประสบความสำเร็จ จงจำไว้ว่า “ไม่มีใครล้มเราได้ นอกจากเราไม่คิดที่จะต่อสู้ เชื่อว่าทุกคนถ้ายังมีจิตวิญญาณที่จะสู้ไม่มีทางแพ้อย่างแน่นอน”

สุดท้ายนี้ ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่ใช่ของตนเอง แต่เป็นความสำเร็จของทุกคนที่ช่วยกันสร้าง ขอบคุณทีมงาน AO นครศรีธรรมราชทุกคนที่ช่วยกันสร้าง ต่อสู้ และฝ่าฟันทำให้ครอบครัวของเราประสบความสำเร็จอย่างสมภาคภูมิ  ขอบคุณขอบคุณน้องชายสุดที่รัก “ณรงค์เดช ชนะชัย” ที่ให้โอกาสร่วมงานกับ SCBLIFE ขอบคุณผู้ให้โอกาส “พรเทพ อยู่พิทักษ์” “กฤษณะ กฤษตะมโนรถ” “อ.จิณณวัชร เตชะพันธ์” ผู้ที่เป็นครูให้วิชา  ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่และครอบครัวอันเป็นที่รักที่เป็นกำลังใจเสมอมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่สนับสนุนและให้ความไว้วางใจทีมงานของเรา และขอบคุณ SCBLIFE บริษัทประกันชีวิตที่คุณวางใจ

(บทสัมภาษณ์ธุรกิจประกันภัย หนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย ฉบับที่ 349 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 มิถุนายน 2560)

บทสัมภาษณ์ปกหนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย : กปช.ร่วมมือกปว.เดินเกมรุกขับเคลื่อนกองทุนฯ มุ่งคุ้มครองสิทธิผู้เอาประกันภัย

กปช.ร่วมมือกปว.เดินเกมรุกขับเคลื่อนกองทุนฯ

มุ่งคุ้มครองสิทธิผู้เอาประกันภัย

 

 “มุ่งเน้นนโยบายคุ้มครองและส่งเสริมความเชื่อมั่นให้ประชาชนผู้เอาประกันภัย

ไปพร้อมกับการยกระดับกองทุนสู่มาตรฐานสากล

การทำประกันภัยไม่ว่าจะเป็น “ประกันชีวิต” หรือ “ประกันวินาศภัย” ทุกคนย่อมคาดหวังว่าเมื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดคิดเกิดขึ้นกรมธรรม์ที่ถือจะให้สิทธิประโยชน์ตามสัญญา โดยจะได้รับเงินคืนตามจำนวนเงินที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ แต่ถ้าบริษัทประกันที่ทำไว้ถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจ เงินที่จ่ายไปตามสัญญาประกันภัยจะสูญหายไปอย่างนั้นหรือ ?

แน่นอนว่าไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ดังนั้น เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนต่อธุรกิจประกันภัย จึงได้บัญญัติกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ทำประกัน โดยจัดตั้ง “กองทุนประกันชีวิต/กองทุนประกันวินาศภัย” ขึ้นตาม พ.ร.บ.ประกันชีวิต/ประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ประกันชีวิต/ประกันวินาศภัย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 “ฐานะเป็นนิติบุคคลมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิ์ได้รับชำระหนี้ที่เกิดจากการเอาประกันภัยในกรณีบริษัทถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจ และเพื่อพัฒนาธุรกิจประกันภัยให้มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ”

ทั้งนี้ กองทุนประกันชีวิตจัดตั้งเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2551 และกองทุนประกันวินาศภัยจัดตั้งเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งในปีนี้ได้ดำเนินการครบรอบ 9 ปี ในการคุ้มครองสิทธิผู้เอาประกันภัย พร้อมทั้งเร่งเดินหน้าประกาศยุทธศาสตร์ ปี 2560-2562 มุ่งเน้นนโยบายคุ้มครองและส่งเสริมความเชื่อมั่นให้ประชาชนผู้เอาประกันภัย ไปพร้อมกับการยกระดับกองทุนสู่มาตรฐานสากล!

กปช.กำหนดแผนยุทธศาสตร์ปี 2560 - 2562 คุ้มครองสิทธิผู้เอาประกันภัย

“สมชาย ดำรงสุนทรชัย” ผู้จัดการกองทุนประกันชีวิต เปิดเผยว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคตระบบประกันภัยถือเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงที่สำคัญที่ทั่วโลกให้การยอมรับ โดยการประกันชีวิตถือเป็นเครื่องมือในการสร้างหลักประกันให้กับชีวิต ขณะที่การประกันวินาศภัยนับเป็นกลไกสำคัญในการบริหารทรัพย์สิน ด้วยเหตุนี้ กองทุนประกันชีวิตและกองทุนประกันวินาศภัยจึงมีบทบาทหน้าที่สำคัญในการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ผู้เอาประกันภัย ในกรณีบริษัทถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจ พร้อมส่งเสริมธุรกิจประกันภัยให้ยั่งยืนและมีเสถียรภาพยิ่งขึ้น

ซึ่งในปีนี้ได้ดำเนินการครบรอบวาระ 9 ปี ในการคุ้มครองสิทธิผู้เอาประกันภัย และถือเป็นโอกาสดีในการย้ายที่ทำการมาอยู่บนอาคารชินวัตรทาวเวอร์ 3 เนื่องด้วยภารกิจของกองทุนและบุคลากรเพิ่มมากขึ้นตลอดจนอาจจะทำให้การดำเนินงานคล่องตัวมากยิ่งขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นในช่วงระยะเวลา 3 ปีที่เข้ามาบริหารกองทุนประกันชีวิตตนเองมองเห็นถึงความแข็งแรง และความมั่นคงในอุตสาหกรรมประกันชีวิตเป็นอย่างมาก เนื่องด้วยโอกาสของบริษัทประกันชีวิตที่จะถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจค่อนข้างน้อย ซึ่งบริษัทประกันชีวิตสุดท้ายที่ถูกเพิกถอนย้อนหลังไปเมื่อปี 2512

“สมชาย” กล่าวว่า ดังนั้นในช่วงระยะเวลาอีก 1 ปีต่อจากนี้ก่อนจะครบวาระการทำงานตนเองได้วางรากฐานให้กองทุนประกันชีวิตทำหน้าที่ในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมประกันชีวิตไว้อย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดแผนงานและบทบาทของกองทุนด้วยยุทธศาสตร์ 3 ปี ตั้งแต่ปี 2560 - 2562 ซึ่งมีมาตรการหลักประกอบ ดังนี้

1.เสริมสร้างความเชื่อมั่นการประกันชีวิตของผู้เอาประกันภัยว่าจะได้รับความช่วยเหลือ เมื่อบริษัทถูกเพิกถอนใบอนุญาต พร้อมเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับบทบาทภารกิจการคุ้มครอง และสิทธิประโยชน์ของกองทุนประกันชีวิตให้กับประชาชน

2.ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเล็งเห็นถึงประโยชน์จากการประกันภัยและส่งเสริมให้เยาวชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา สนใจศึกษาสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับการประกันภัย โดยวางแผนยุทธศาสตร์ในทุกๆ ปีออกไปทำหน้าที่บรรยายให้ความรู้แก่ประชาชน รวมถึงสร้างพันธมิตรเครือข่ายทุกภาคภายในสิ้นปี 2560 และในปี 2561-2562 จะเร่งกระจายข้อมูลข่าวสารของกองทุนเพื่อเผยแพร่ให้กับประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือในภูมิภาคทั่วประเทศ

3.การพัฒนาระบบข้อมูลและเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้ระบบสารสนเทศของกองทุนมีความทันสมัย พร้อมรองรับการเชื่อมต่อข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานคุ้มครองสิทธิผู้เอาประกันชีวิต อำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลความรู้และสิทธิประโยชน์จากการทำประกันชีวิตและบทบาทหน้าที่ของกองทุนประกันชีวิตได้มากยิ่งขึ้น

4.การพัฒนากองทุนให้เป็นมาตรฐานสากล โดยสานความสัมพันธ์กับกองทุนคุ้มครองผู้เอาประกันชีวิตในต่างประเทศ โดยการรวบรวมข้อมูลด้านความคุ้มครองผู้เอาประกันชีวิต และการศึกษารูปแบบแนวความคิด และวิธีการให้ความคุ้มครองของกองทุนประกันชีวิตในต่างประเทศ ในฐานะที่ผู้จัดการกองทุนประกันชีวิตได้รับเลือกเป็นกรรมการบริหารของที่ประชุมนานาชาติเพื่อการคุ้มครองผู้เอาประกันภัย International Forum of Insurance Guarantee Schemes (IFIGS) ซึ่งมีสมาชิกจาก 24 ประเทศทั่วโลก

 “สมชาย” กล่าวต่อว่า เพราะฉะนั้นกองทุนประกันชีวิตจะยังคงทำหน้าที่ในการสร้างความเข้าใจให้ประชาชนมีความตื่นตัวและมองเห็นประโยชน์ของการทำประกันชีวิต แม้ว่าอุตสาหกรรมประกันชีวิตในประเทศไทยจะมีสัดส่วนของเบี้ยประกันเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ยังมีประชาชนอีกจำนวน 60-70% ของประชากรทั้งประเทศไม่รู้จักและไม่ได้ทำประกันชีวิต “เพราะฉะนั้นจุดมุ่งหมายสำคัญ คือ ต้องการให้ประชาชนทุกคนมีกรมธรรม์อย่างน้อย 1 กรมธรรม์ ซึ่งจะสามารถช่วยให้ทุกคนเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนั้นแล้วการประกันชีวิตยังเป็นช่องทางการออมที่มีประสิทธิภาพอีกช่องทางหนึ่งด้วย”

กธ.พ้นอายุความเกิน10ปี ยอดสะสมพุ่ง3แสนราย มูลค่า500ลบ. เร่งปชช.เช็คสิทธิ์

ปัจจุบันเงินกองทุนประกันชีวิตมีอยู่ทั้งสิ้น 4,500 ล้านบาท เป็นเงินฝากประจำถึง 90% และอีก 10% เป็นพันธบัตรรัฐบาล โดยมาจากบริษัทประกันชีวิตส่งเงินสมทบเข้ามาตามอัตราเรียกเก็บเงินสมทบที่กำหนดร่วมกัน อีกทั้งกฎหมายได้กำหนดเพดานสูงสุดของอัตราที่เรียกเก็บเงินสมทบจากสมาชิกเข้ากองทุนอยู่ที่ 0.5% ของเบี้ยประกัน แต่ปัจจุบันกองทุนประกันชีวิตเก็บต่ำสุดอยู่เพียง 0.1% เท่านั้น ถือว่ายังมีช่องว่างที่กองทุนประกันชีวิตสามารถขยายอัตราการเก็บเงินสมทบเพิ่มขึ้นได้จนถึงเพดานสูงสุด ในกรณีถ้าเกิดสถานการณ์วิกฤติหรือมีความจำเป็น ทั้งนี้ หากเรียกเก็บที่อัตราเพดานสูงสุดจะมีเงินนำส่งสมทบเข้ากองทุนฯ เพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงปีละ 2,500 ล้านบาทหรือเพิ่มขึ้น 5 เท่า จากปัจจุบัน

ล่าสุด! บริษัทประกันชีวิตทั้งระบบได้นำส่งบัญชีรายชื่อและมูลค่าเงินสดที่ลูกค้าไม่ติดต่อขอรับเงินเกิน 10 ปี มียอดสะสมกว่า 3 แสนราย เป็นเงินประมาณ 500 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากลูกค้าบางคนเสียชีวิตและไม่ได้แจ้งให้ทายาททราบว่าได้ทำประกันชีวิตไว้ และบางรายไม่ส่งเบี้ยประกันต่อทำให้ขาดความคุ้มครอง แต่ไม่ทราบว่ามีมูลค่าเงินสดเหลืออยู่ และบางรายไม่สามารถติดต่อได้ โดยในปีนี้กองทุนประกันชีวิตจะทำงานเชิงรุกในการออกไปให้ความรู้กับทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และบริษัทประกันชีวิต เพื่อแจ้งให้ประชาชนทราบถึงเรื่องดังกล่าว และเพื่อตรวจสอบสิทธิได้จากบัตรประชาชน

“สมชาย” กล่าวต่อว่า “ขอยกตัวอย่างในปีแรกที่เข้าทำงานมีคนเข้ามาขอเงินกรมธรรม์พ้นอายุความเพียงปีละ 20-30 ราย แต่ปัจจุบันเพิ่มสูงขึ้นปีละ 700-800 ราย เพราะฉะนั้นตั้งเป้าไว้ว่าปีหน้าจะเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 1,200 ราย ทั้งนี้ กองทุนฯ ยังได้กำหนดเป้าหมายว่าจะเร่งจ่ายเงินให้กับผู้เอาประกันได้ภายใน 13 วัน และในอนาคตคาดหวังว่าจะเร็วขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย”

“เพราะฉะนั้นขั้นตอนกระบวนการตรวจสอบการขอเงินกรมธรรม์พ้นอายุความสามารถนำเอกสาร/เลขที่กรมธรรม์/จำนวนเงินชำระ/จำนวนทุนประกัน/ชื่อบริษัท หรือใบเสร็จรับเงินส่งมายังสำนักงานกองทุนฯ ก็จะทำให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบและติดตามได้สะดวกมากยิ่งขึ้น”

กปช. / กปว. ชี้ธุรกิจประกันชีวิต-วินาศภัย เติบโตต่อเนื่อง!

“สำหรับในปีนี้คาดว่าธุรกิจประกันชีวิตจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันมีประชาชนถือครองกรมธรรม์ประกันชีวิตเพียง 38% จากประชากรกว่า 65 ล้านคน ขณะที่หลายประเทศในทวีปเอเชียมีอัตราถือครองเกิน100% แสดงให้เห็นว่าตลาดประกันชีวิตในไทยยังขยายตัวได้ดี”

ด้าน “กมลวรรณ กีรติสมิต” ผู้จัดการกองทุนประกันวินาศภัย เปิดเผยว่า สำหรับทิศทางธุรกิจประกันวินาศภัยปี 2560 คาดว่าจะมีการเติบโตในอัตรา 2-3% จากสิ้นปี 2559 ที่คาดว่าจะโตที่อัตรา 2% โดยมีปัจจัยสนับสนุนการเติบโตหลักๆ มาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ซึ่งตลาดคาดการณ์ไว้ประมาณ 3-4% โดยเฉพาะปัจจัยจากการลงทุนโครงการภาครัฐและการเบิกจ่าย ขณะเดียวกันแนวโน้มภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวมีสัญญาณดีขึ้น และล่าสุด! สำนักงาน คปภ. ออกประกาศลดเบี้ยประกันอัคคีภัย 10-15% เริ่มดีเดย์ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 ยิ่งจะทำให้มีแนวโน้มการเติบโตที่เพิ่มสูงขึ้นทั้งในเรื่องของการประกันภัยรถ การประกันภัยเบ็ดเตล็ด และการประกันอัคคีภัยอย่างแน่นอน

โดยกองทุนประกันวินาศภัยกำหนดแผนยุทธศาสตร์ ระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี 2560 - 2562 ซึ่งมีมาตรการหลักประกอบ ดังนี้

1.บริหารการจัดการด้านการเงินให้มีประสิทธิภาพ: คุ้มครองสิทธิประโยชน์ทางด้านการเงินของเจ้าหนี้บริษัทประกันวินาศภัยที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2.เสริมสร้างความรู้กองทุนประกันวินาศภัยของประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย

3.การบริหารจัดการภายในกองทุนประกันวินาศภัย

4.ด้านนวัตกรรมและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของกองทุนประกันวินาศภัย

“กองทุนประกันวินาศภัย มุ่งเน้นในการให้ความสำคัญกับการดำเนินงานตามวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าประสงค์ ดังกล่าว ให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบธุรกิจเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการคุ้มครองสิทธิประโยชน์และส่งเสริมธุรกิจประกันวินาศภัยให้ยั่งยืน”

กปว.เดินเกมรุกวางเป้าปี 2560 - 2561 เร่งทยอยจ่ายเจ้าหนี้ตามสัญญาประกันภัย

ทั้งนี้ “กมลวรรณ” กล่าวว่า สำหรับแผนงานและบทบาทของกองทุนประกันวินาศภัยวางเป้าหมายไว้ว่าในปี 2560 - 2561 จะเป็นปีที่กองทุนประกันวินาศภัยเตรียมเดินหน้าทยอยจ่ายเงินเจ้าหนี้ตามสัญญาประกันภัย ซึ่งขณะนี้มีบริษัทประกันวินาศภัยถูกเพิกถอนใบอนุญาตที่ประกาศปิดตัวตั้งแต่ปี 2552 จำนวน 8 บริษัท ประกอบด้วย 1. บจก.สัมพันธ์ประกันภัย 2. บจก. เอ.พี.เอฟ. อินเตอร์เนชั่นแนลอินชัวร์รันส์ 3. บจก.วิคเตอรี่ประกันภัย (ประเทศไทย) 4. บจก.ลิเบอร์ตี้ประกันภัย 5. บจก.ส่งเสริมประกันภัย 6. บมจ.ยูเนี่ยนอินเตอร์ประกันภัย 7. บมจ.ศูนย์สุขภาพประเทศไทย และ 8. บมจ.สัญญาประกันภัย ส่งผลให้มีประชาชนเข้ายื่นคำร้องต่อกองทุนประกันวินาศภัย และกรมบังคับคดี ประมาณ 25,000 คำขอ รวมเป็นเงินที่ต้องชำระจำนวน 2,500 ล้านบาท

และมีคำขอที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารกองทุนประกันวินาศภัยแล้วจำนวน 8,419 คำขอ รวมเป็นเงินที่ต้องชำระจำนวน 299,545,706 ล้านบาท เป็นในส่วนของเจ้าหนี้ บจก.สัมพันธ์ประกันภัยทั้งหมด และกองทุนฯ ได้ดำเนินการส่งจดหมายแจ้งจำนวนเงินที่เจ้าหนี้มีสิทธิได้รับพร้อมเอกสารแนบเรียบร้อยแล้ว

เพราะฉะนั้นนับตั้งแต่ บจก.สัมพันธ์ประกันภัย ถูกเพิกถอนใบอนุญาตไปเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2552 เป็นระยะเวลากว่า 8 ปี ที่เจ้าหนี้ตามสัญญาประกันภัยรอคอยมา จะได้สมหวังสักที เนื่องจากกองทุนประกันวินาศภัยจะเริ่มทยอยจ่ายเงินตั้งแต่เดือนเมษายน 2560 เป็นต้นไป

“กมลวรรณ” กล่าวต่อว่า ซึ่งตามพระราชบัญญัติประกันวินาศภัยฉบับที่ 3 นี้มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2558 กองทุนประกันวินาศภัยมีแนวทางการดำเนินงาน คือ กรณีที่อยู่ในกระบวนการล้มละลายหรืออยู่ในกระบวนการชำระบัญชีเมื่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หรือผู้ชำระบัญชีแล้วแต่กรณีใดกรณีหนึ่ง แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับเจ้าหนี้ตามสัญญาประกันภัยให้กองทุนฯ แล้ว กองทุนจะดำเนินการจ่ายตามมูลหนี้ที่เหลือ แต่ไม่เกินรายละ 1 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้กองทุนได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กรณีบริษัทสัมพันธ์ประกันภัยและได้รับแจ้งจากผู้ชำระบัญชี กรณีบริษัทศูนย์สุขภาพประเทศไทย จำกัด(มหาชน) กองทุนได้ดำเนินการปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ โดยการตรวจสอบมูลหนี้ว่าจะต้องเป็นมูลหนี้ที่เกิดจากสัญญาประกันภัย และกองทุนจะเริ่มทยอยจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้ตามสัญญาประกันภัยของทั้ง 2 บริษัทตั้งแต่เดือนเมษายน 2560

ทั้งนี้ เจ้าหนี้ตามสัญญาประกันภัยของทั้งสองบริษัท หากมีการเปลี่ยนแปลงที่อยู่ ขอให้ติดต่อกองทุนประกันวินาศภัยเพื่อที่กองทุนฯ จะได้ดำเนินการจ่ายเงินให้กับท่านต่อไป และขอให้มั่นใจว่าในธุรกิจประกันภัยยังมีกองทุนประกันวินาศภัย ซึ่งเป็นกองทุนฯ ที่จัดตั้งขึ้น เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้เอาประกันภัยในกรณีบริษัทประกันวินาศภัยถูกเพิกถอนใบอนุญาต

ทางด้าน บมจ.สัญญาประกันภัย ยังอยู่ในกระบวนการของการฟ้องล้มละลาย ซึ่งกองทุนฯ เป็นทั้งเจ้าหนี้และผู้ชำระบัญชี โดยในเดือนเมษายนได้เตรียมเสนอคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ขอเฉลี่ยทรัพย์และยอดเงินที่กองทุนต้องจ่าย จากนั้นจะดำเนินการส่งจดหมายแจ้งเจ้าบริษัทตามกระบวนการต่อไป มูลหนี้ทั้งสิ้น 108 ล้านบาท เชื่อว่ากระบวนการจะเร็วกว่า บจก.สัมพันธ์ประกันภัย เนื่องจากหากคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ เห็นชอบแล้วมีส่วนที่กองทุนสามารถชำระหนี้ได้ทันที

“กมลวรรณ” กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน เงินกองทุนประกันวินาศภัยมีอยู่ทั้งสิ้น 3,500 ล้านบาท คาดว่าจะพอจ่ายในปี 2560 – 2561 โดยช่วงเดือนกรกฎาคมจะได้รับเงินสมทบจากสมาชิกบริษัทประกันวินาศภัยเข้ากองทุนอยู่ที่ 0.25% ของเบี้ยประกันภัยโดยตรง

“เพราะฉะนั้นขั้นตอนกระบวนการจ่ายเงินจะดำเนินการตั้งแต่นิติกรเสนอผู้จัดการกองทุน เสนอคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง ซึ่งมีผู้แทนจากสำนักงาน คปภ. ผู้แทนจากกรมบังคับคดี ผู้แทนจากแบงก์ชาติ ผู้แทนจากสมาคมประกันวินาศภัยไทย เพื่อสร้างความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยต้องผ่านคณะกรรมการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ที่เรากำหนดไว้ ซึ่งหลักเกณฑ์ผ่านคณะอนุกรรมการกฎหมายของกองทุนฯ เมื่อผ่านทุกกระบวนการต้องไปขอบอร์ดซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานบอร์ด”

นอกจากนี้ ยังต้องตรวจอีกว่า นาย ก. เป็นบุคคลล้มละลายหรือติด Blacklist ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อีกหรือไม่ ? ถึงจะอนุมัติการจ่ายเงินได้

กปช. ร่วมมือ กปว. ยกระดับกองทุนสู่มาตรฐานสากล

ท้ายที่สุดทั้ง 2 กองทุนฯ มุ่งทำงานร่วมกันไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมใดๆ อาทิ การอมรม การสัมมนา การประชุมเพื่อให้บุคลากรต่างแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน โดยทั้ง 2 กองทุนมีเจตนาอันแน่วแน่ที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยขับเคลื่อนธุรกิจประกันชีวิตและประกันวินาศภัยให้เติบโตและขยายตัวเพื่อบำรุงเศรษฐกิจไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป ทั้งนี้ การดำเนินการของกองทุนจะต้องไม่เพิ่มภาระให้กับบริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัย แต่จะต้องสร้างประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมประกันภัย และประชาชน พร้อมทั้งนำมาซึ่งความคุ้มครองและเป็นหลักความมั่นใจให้กับประชาชนในการพัฒนาสิทธิประโยชน์ให้ดียิ่งขึ้นไปพร้อมกับการยกระดับกองทุนสู่มาตรฐานสากล!          

หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมของกองทุนประกันชีวิตและกองทุนประกันวินาศภัย สามารถติดต่อผ่านทางเว็บไซต์ http://lifeif.or.th/th  และ http://gif.or.th หรือตืดต่อผ่านทางที่อยู่เลขที่ 1010 อาคารชินวัตรทาวเวอร์ 3 ชั้น 15 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพฯ หรือโทร 02-791-1444 ต่อ 11-32

(บทสัมภาษณ์ปกหนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย ฉบับที่ 348 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-31 พฤษภาคม 2560)

บทสัมภาษณ์ธุรกิจเครือข่าย : คุณสมพล-คุณชยิสรา ทองขุนดำ

 “เชื่อมั่นผู้นำ มุ่งสู่ความสำเร็จ”

“ซัคเซสมอร์ องค์กรนี้ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ของนักธุรกิจเป็นอย่างมาก ถือเป็นสิ่งสำคัญลำดับแรกที่ทุกคนจะต้องปฏิบัติ  ที่นี่เราไม่สอนให้ขายของ แต่สอนให้สร้างเครือข่ายเป็น”

นับเป็นอีกหนึ่งธุรกิจน้องใหม่ขายตรงที่มาแรงอย่างไม่หยุดยั้ง ขายตรงสัญชาติไทยที่สามารถสร้างมนุษย์เงินล้านได้อย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 4 ปี หนึ่งในผลผลิตนั้นคือ สมพล – ชยิสรา ทองขุนดำ ตำแหน่ง Black Diamond บริษัท ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ จำกัด ทั้งคู่สามารถที่จะพิชิตเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

การเข้ามาเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัวตั้งแต่วัยเรียน แต่เมื่อธุรกิจมีการขยายตัวปัญหาภาระก็เพิ่มมากขึ้น แต่เมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจขายตรงแล้ว ยิ่งเครือข่ายขยายตัวมากขึ้น งานก็เบาลง รายได้ก็เพิ่มขึ้น ในตอนนั้น มีอายุเพียง 18 ปีก็กระโดดเข้าสู่ธุรกิจเครือข่ายมาเป็นเวลากว่า 20 ปีจวบจนปัจจุบันกับการเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายคนไทย ขายตรงที่มีชื่อว่า “ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์”

ทำไมถึงเลือกปักหลัก “ซัคเซสมอร์”

คุณสมพล เล่าว่า หลังจากที่ดำเนินธุรกิจเครือข่ายมาอย่างยาวนาน ผ่านมาหลายบริษัทเครือข่าย แต่ก็ไม่มีบริษัทไหนที่จะสามารถยืนระยะอยู่ได้ จึงตัดสินใจทิ้งวงการเครือข่าย หันกลับไปประกอบธุรกิจส่วนตัวอีกครั้งหนึ่งเป็นเวลากว่า 2 ปีก่อนที่จะมาเจอกับซัคเซสมอร์ เหตุผลที่เลือกทำเครือข่ายอีกครั้งเพราะว่ามองเห็นในตัวผู้บริหารที่มีความเข้าอกเข้าใจในตัวของนักธุรกิจ

“ในตอนนั้นสิ่งแรกเลยที่ที่ทำให้ตัดสินใจจริงจังในการจะกลับเข้ามาสู่ธุรกิจเครือข่ายอีกครั้ง เพราะได้คุยกับผู้บริหารซัคเซสมอร์ทั้งสองคน เป็นเวลานานกว่า 4 ชั่วโมง ได้เห็นถึงแนวคิดและวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร เพราะผู้บริหารทั้งสองเคยผ่านการทำธุรกิจเครือข่ายมาก่อน และมีความเข้าใจความต้องการของนักธุรกิจเป็นอย่างดี ว่านักธุรกิจต้องการอะไรไม่ต้องการอะไร จึงทำให้ตัดสินใจเข้ามาทำธุรกิจเครือข่ายอีกครั้งหนึ่ง”

การเติบโตตามแผนงาน

คุณสมพล เล่าว่า ตอนที่เข้ามาร่วมทำธุรกิจกับซัคเซสมอร์ในตอนนั้น ถือว่าเข้ามาในช่วงเริ่มต้นการทำธุรกิจของบริษัท ที่เลือกบริษัทนี้เพราะมีความมั่นคงในระยะยาว แต่ในช่วงแรกนั้นความมั่นคงเรายังไม่เห็นผลเท่าไหร่นักเพราะเพิ่งเริ่มธุรกิจ แต่เราก็ยังมีความเชื่อมั่นต่อตัวผู้บริหาร เมื่อวันเวลาผ่านไป คำพูดของผู้บริหารที่เคยว่าไว้ก็เริ่มเกิดเป็นผลตามลำดับ เป็นไปตามกลยุทธ์ของบริษัทที่วางเอาไว้ ทำให้เรามีความมั่นใจมากขึ้นว่า นี่แหละบริษัทเครือข่ายที่สามารถจะเกษียณได้จริง ในทุกวันนี้บริษัทจะก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 ถือว่ามีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง มีปัจจัยการเติบโตด้วยช่องทางหลากหลายมิติ ที่นี่เน้นระบบการเรียนรู้ที่สามารถสร้างคนได้จริงๆ  เราเน้นการพัฒนาคนเป็นหลักในการดำเนินธุรกิจ

“ระบบพัฒนาคน SLA สามารถช่วยให้การทำงานของนักธุรกิจนั้นง่ายขึ้นกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของการทำงาน ที่เหลืออีก 20 เปอร์เซ็นต์ต้องเป็นความขยันของเราที่จะผลักดันไปสู่ความสำเร็จ ที่ซัคเซสมอร์องค์กรนี้ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ของนักธุรกิจเป็นอย่างมาก ถือเป็นสิ่งสำคัญลำดับแรกที่ทุกคนจะต้องปฏิบัติ  ที่นี่เราไม่สอนให้ขายของ แต่สอนให้สร้างเครือข่ายเป็น ถ้าวันหนึ่งคุณหยุดขายรายได้คุณก็จะไม่มี แต่ถ้าคุณสร้างเครือข่ายได้คุณก็สามารถที่จะหยุดทำงานได้เมื่อคุณมีเครือข่ายที่มั่นคงแล้ว”

การบริหารทีมงานสู่ความสำเร็จ

คุณสมพล เล่าต่อว่า ในการที่จะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จได้นั้น เราต้องใช้ใจเพื่อแลกใจ การบริหารด้วยใจเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง เราต้องเข้าใจในตัวของนักธุรกิจที่เข้ามาร่วมกับเราให้ได้  ว่าเขาเป็นอย่างไร ต้องการอะไร ต้องคิดถึงใจเขาใจเราเสมอ ถ้าเราสามารถเข้าถึงใจคนได้ เราจะสามารถบริหารองค์กรให้เกิดการเติบโตได้

“ตอนนี้เราใช้ระบบออฟไลน์เป็นหลักประมาณ 60-70% ในการขยายเครือข่าย เพราะเรามีระบบการเรียนรู้ของบริษัทที่สามารถสร้างความสำเร็จและความมั่นคงให้กับผู้คนได้ ส่วนระบบออนไลน์นั้นเราจะใช้ในการสื่อสารไปยังทีมงานเท่านั้น”  

ปัญหาอุปสรรคที่พบเจอ

สำหรับทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นอุปสรรคเสมอในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะการทำงานเครือข่าย การถูกปฏิเสธถือเป็นเรื่องปกติ คุณสมพล เล่าว่า ทุกครั้งที่โดนปฏิเสธก็จะไม่ใส่ใจอะไรกับเรื่องนั้น  โดยเฉาะช่วงแรกๆ ที่เข้ามาทำธุรกิจ เราไม่มีคนที่ประสบความสำเร็จในบริษัทให้คนอื่นเห็น ทำให้การแนะนำคนอื่นค่อนข้างลำบาก แต่ตัวเองเคยอยู่ในเส้นทางนี้มานาน ทำให้อุปสรรคนั้นไม่เป็นปัญหามากนัก ในช่วงแรกต้องใช้พลังอย่างมากในการทำงาน  เราต้องหาอะไรที่สามารถตอบโจทย์นักธุรกิจและหาจุดแข็งของบริษัท เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้สามารถดึงใจคนอื่นมาเข้าร่วมธุรกิจกับเราให้ได้

 ฝากทิ้งท้าย

              คุณสมพล บอกว่า ถ้าคุณอยากจะเข้าร่วมเครือข่ายที่มั่นคงระยะยาว ให้คุณเลือกซัคเซสมอร์แล้วจะไม่ผิดหวัง เพราะผู้บริหารที่นี่เข้าใจหัวอกคนเครือข่ายเป็นอย่างดี บริษัทมีความมั่นคงตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมาถือเป็นระยะเวลาที่สามารถพิสูจน์ตัวตนในวงการนี้ได้ 

              (บทสัมภาษณ์ธุรกิจเครือข่าย หนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย ฉบับที่ 348 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-31 พฤษภาคม 2560)

บทสัมภาษณ์ธุรกิจประกันภัย : คุณกันต์พจน์ จิตรภภารฐาวงษ์

ถึงเวลาเปลี่ยน ความกลัวให้เป็น ความกล้า เพื่อทะยานสู่ความสำเร็จ!

คุณกันต์พจน์ จิตรภภารฐาวงษ์

ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายขาย

บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

“...ถ้าตัดสินใจเลือกที่จะเผชิญหน้า ต่อสู้กับความกลัวสักครั้ง นั่นจะเป็นสัญญาณว่าสิ่งที่ยิ่งใหญ่กําลังจะเกิดขึ้นกับชีวิตคุณ…”

มนุษย์เราคิดค้นสิ่งประดิษฐ์มากมายจากความกลัว อาทิ “กลัวความมืด จึงเกิดแสงสว่าง กลัวสัตว์ป่า จึงเกิดการสร้างบ้านเรือน” แต่น่าเสียดายที่บางคนมักจะรู้สึกกลัวและกังวลในเวลาที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งที่ความเปลี่ยนแปลงนั้น อาจนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าในชีวิตก็ตาม

เพราะฉะนั้นมีอยู่แค่เพียง 2 ทางเลือก คือ “วิ่งหนีความกลัว หรือ สู้กับความกลัว” ถ้าคุณเลือกเอาแต่วิ่งหนี ไม่ยอมลงมือทำ ไม่ตัดสินใจ เพราะกลัวความผิดพลาดหรือความล้มเหลวนั้น ทุกอย่างจะเหมือนเดิมและคุณจะไม่มีวันก้าวหน้าไปไหนตลอดชีวิต! แต่ถ้าคุณตัดสินใจเลือกที่จะเผชิญหน้า ต่อสู้กับความกลัวสักครั้ง นั่นเป็นสัญญาณว่าสิ่งสำคัญหรือสิ่งที่ยิ่งใหญ่กําลังจะเกิดขึ้นกับชีวิตของคุณ

ถึงเวลาเปลี่ยน ‘ความกลัว’ ให้เป็น ‘ความกล้า’ เฉกเช่น “คุณกันต์พจน์ จิตรภภารฐาวงษ์” ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ที่เลือกสู้กับความกลัวเผชิญหน้ากับอุปสรรคนานัปการจนทลายความกลัวที่มีจนหมดสิ้นขึ้นมายืนผงาดเป็นนักขายมือทอง และนักบริหารตัวแทนประกันชีวิตได้สำเร็จ

@จุดเริ่มต้นสู่เส้นทางนักขาย

กันต์พจน์ จิตรภภารฐาวงษ์” เปิดเผยว่า ด้วยบุคลิกภาพที่ดีบวกกับตนเองเป็นคนอัธยาศัยดี ทำให้มีโอกาสพบเจอตัวแทนประกันชีวิตอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ยังมีอคติต่อธุรกิจประกันชีวิตอยู่ดี ถึงแม้ว่าจะเคยได้พูดคุยกับตัวแทนถึงผลประโยชน์ของการเป็นนักขายประกันชีวิตก็ตาม นั่นเป็นเพราะว่าใจที่ไม่เชื่อแต่เริ่มอยากจะพิสูจน์ เพราะวันหนึ่งมีโอกาสขับรถผ่านบริษัทประกันชีวิตค่ายหนึ่ง ด้วยความสงสัยที่ว่า “มันจริงหรือไม่จริงกับผลกำไรที่จะได้รับ” จึงตัดสินใจเลี้ยวรถเข้าไปในบริษัทประกันชีวิตโดยไม่ได้รู้จักใครเลย เพื่อเข้าไปสอบถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยถึงข้อมูลเกี่ยวกับประกันชีวิตและนั่นก็เป็น “จุดเริ่มต้น” ของการเป็นตัวแทนประกันชีวิตมาจวบจนปัจจุบันนี้

แต่เป้าหมายหลักของตนเองยังไม่ใช่เรื่องของรายได้ เพราะสิ่งที่มองหาเพียงแค่ต้องการพิสูจน์ว่ามันจริงหรือไม่จริงกับผลกำไรที่ได้รับและเมื่อได้เข้าร่วมรับฟังอบรมกลับรู้สึกว่า “ประกันชีวิตเป็นสิ่งที่ดี” เพราะมันคือหลักประกันชีวิตที่ทุกคนจำเป็นต้องมีซึ่งความรู้สึกคือมันมหัศจรรย์อย่างมาก

@ถึงเวลาเปลี่ยน ‘ความกลัว’ ให้เป็น ‘ความกล้า’

กันต์พจน์” กล่าวว่า แต่เคสแรกกว่าจะปิดการเสนอขายได้ต้องใช้ความกล้าและความพยายามอย่างมาก นั่นคือการเริ่มต้นนัดเพื่อนบริษัทเก่าออกไปดูหนังกินข้าว โดยตัวเองไปพร้อมกับแฟ้มและอุปกรณ์การขาย แต่ในวันนั้นยังไม่สามารถชนะความกล้าเพราะไม่ได้มีการพูดคุยและไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร

หลังจากวันนั้นจึงกลับไปหาหัวหน้าเพื่อสร้างความกล้าในตัวเองมากขึ้น ด้วยการเริ่มต้นคุยใหม่และไปในลักษณะเดิมแต่ตัวเองไม่ใช่คนเริ่มต้นพูดคุยกลับเป็นเพื่อนที่ไปด้วยกันเริ่มสงสัยว่าออกมาดูหนังกินข้าวจะพกแฟ้มมาทำไม จึงมีโอกาสได้พูดคุยถึงรายละเอียดให้เพื่อนฟังและบังเอิญมีเพื่อนคนหนึ่งเกิดสนใจก็เลยตัดสินใจเป็นลูกค้ารายแรกของตัวเอง "ณ จุดนั้นทุกอย่างมันได้ทลายความกลัวที่เรามีจนหมดสิ้น"

กันต์พจน์” กล่าวต่อว่า แต่หลังจากนั้นเริ่มรู้สึกอยากจะออกจากธุรกิจประกันชีวิตเพราะมีเคสหนึ่งที่ทำให้ไม่อยากขายประกันชีวิต โดยมีญาติแนะนำให้ไปพบกับเจ้าของกิจการโรงงานการ์เม้นท์แห่งหนึ่งซึ่งมีฐานะร่ำรวยมาก เมื่อเจอกันก็ยื่นนามบัตรให้ ปรากฏว่า เมื่อเห็นว่าเราจะมาทำอะไรเขาเริ่มมีสีหน้าไม่พอใจและไล่เราออกจากบ้าน ยอมรับว่าตกใจมากเพราะไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ จึงออกมานั่งสงบสติอารมณ์และบอกกับตัวเองว่าคงไม่ทำงานเกี่ยวกับประกันชีวิตแล้ว”

หลังจากนั้นกลับไปเล่าเหตุการณ์ให้คนที่แนะนำมาฟัง เขาจึงแนะนำเพื่อนใหม่ให้ 2 คน ซึ่ง 2 คนนี้ผิดกับคนก่อนอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็อยากที่จะพิสูจน์ว่าเราจะเอาจริงเอาจังในธุรกิจประกันชีวิตได้หรือเปล่า โดยการเสนอมาว่าคุณไม่ต้องขายประกันชีวิตแต่มาทำงานกับผมเพราะผมชอบบุคลิกและวิธีการพูดของคุณ แต่ตัวเองก็บอกปฏิเสธไปเพราะรู้สึกสนใจในธุรกิจประกันชีวิตมากกว่าและอยากประสบความสำเร็จในอาชีพนี้ด้วย “จึงอยากให้พี่ทั้ง 2 คนช่วยส่งเสริมและให้การสนับสนุน พี่ทั้ง 2 คนก็หัวเราะและบอกว่า “อย่างนี้สิถือว่าทำจริง” และได้ตัดสินใจเซ็นต์สัญญาซื้อกรมธรรม์ทันที”

@ 20 ปี กับความสำเร็จ พร้อมส่งต่อสู่รุ่นน้อง

เพราะฉะนั้นความกลัว จะเป็นยาชูกำลังชั้นดี ถ้าเอาชนะได้เมื่อไร เราจะรู้สึกแข็งแกร่งกว่าเดิมในทุกมุมของชีวิต! ลองนึกถึงช่วงเวลาที่คุณตัดสินใจก้าวข้ามความกลัวไปได้สิ อย่างเช่น กล้าตกหลุมรัก กล้าย้ายที่อยู่ กล้าออกไปท่องเที่ยวคนเดียว หรือกล้าที่จะเล่นกีฬาสุดตื่นเต้นต่างๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้คุณแข็งแกร่งขึ้นทั้งนั้น และทำให้เป็นคุณที่ดีขึ้นในทุกๆ วันอีกด้วย จึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องกลัวอีกต่อไป! เพราะจากความไม่ตั้งใจเข้าสู่ธุรกิจประกันชีวิต แต่ผลสุดท้ายกลายเป็นหลงรักในอาชีพนี้โดยไม่รู้ตัวและที่สำคัญเกิดความศรัทธาจากการทำงานในอาชีพนี้กว่า 20 ปี และประสบความสำเร็จอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ และพร้อมที่ส่งต่อความสำเร็จนี้ส่งรุ่นน้องๆ ต่อไป

กันต์พจน์” ชี้ให้เห็นว่า ดังนั่น เมื่อต้องพบเจอกับเคสยากอย่าพึ่งหมดกำลังใจและอย่าไปโฟกัสเฉพาะเคสนั้น ให้มองหาลูกค้าท่านอื่นๆ เชื่อว่ายังมีคนคอยให้การสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้เราอีกมากมาย “อย่างน้อยก็เป็นกำลังใจทำในสิ่งที่เรารักต่อไป”

สุดท้ายนี้ “กันต์พจน์” กล่าวทิ้งท้ายว่า ในฐานะตัวแทนประกันชีวิตคนหนึ่งอยากจะบอกว่า ประกันชีวิตเป็นสิ่งที่ดี เพียงแต่คนไทยบางส่วนอาจจะยังรู้สึกไม่มีความจำเป็นและมักปฏิเสธกับตัวแทนเวลาไปเสนอขาย ซึ่งความจริงแล้ว “ลูกค้าไม่ได้ปฏิเสธตัวแทนแต่ลูกค้ากำลังปฏิเสธครอบครัวของคุณเอง” เพราะฉะนั้นถ้าเกิดอะไรขึ้นแน่นอนว่ามันย่อมส่งผลกระทบกับครอบครัวและเงินสำรองที่จะต้องใช้จ่ายกับคนที่คุณรักอย่างแน่นอน แต่สำหรับตัวแทนประกันชีวิตเมื่อเจอลูกค้าปฏิเสธ ให้ระลึกเสมอว่า “ความกลัวไม่น่ากลัวอีกต่อไป แค่เข้าใจสมการที่ว่า “ความกลัว = ความกล้า” ที่จะเปลี่ยนแปลงสู่สิ่งที่ดีกว่าในชีวิตนั่นเอง !” และเชื่อว่าทุกคนจะมีความสุขกับสิ่งที่รักตลอดไป เพราะ บมจ.อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต ยังคงอยู่เคียงข้างคนไทยทุกจังหวะชีวิต อย่างแน่นอน !!!

(บทสัมภาษณ์ธุรกิจประกันภัย หนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย ฉบับที่ 348 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-31 พฤษภาคม 2560)

 

 

บทสัมภาษณ์ : AIA Real Life Hero Awards 2016 มุ่งสร้างประสบการณ์อันน่าประทับใจให้กับลูกค้า

สร้างแรงบันดาลใจให้ตัวแทนทุกคน

ให้มุ่งมั่นสร้างประสบการณ์อันน่าประทับใจสูงสุดให้กับลูกค้า”

คุณบุญชัย โต๊ะสุวรรณวณิช

ผู้อำนวยการภาคระดับสูง และที่ปรึกษาอาวุโสฝ่ายขาย

เอไอเอ ประเทศไทย

อะไร? คือความสำเร็จที่คนเราต้องการ ประโยคสั้นๆ แต่หาคำตอบได้มากมาย เพราะคนส่วนใหญ่มีความต้องการที่แตกต่างกัน “ความสำเร็จ” ในชีวิตของบางคน คือ การมีฐานะที่มั่นคงมีความเป็นอยู่ที่มั่งคั่ง ในขณะที่บางคนเพียงได้ทำงานในสิ่งที่ตนเองรักและหลงใหลก็ถือว่าเพียงพอแล้ว ดังนั้น เชื่อเหลือเกินว่าทุกความต้องการของคนเราล้วนมีความสำเร็จรออยู่ แต่การจะไปให้ถึง “เส้นชัย” ตามเป้าหมายที่ต้องการไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่ายๆ ไม่ว่าเป้าหมายนั้นจะ “เล็ก” หรือ “ใหญ่” ก็ไม่สามารถมีสิ่งใดมาชี้วัดได้ว่า “เป้าหมายที่เล็กกว่าจะสำเร็จได้ง่ายและเร็วกว่า” นอกจากจะต้องมีความหลงใหลและชื่นชอบมาเป็นปัจจัยเสริมทำให้เกิดแนวคิดที่จะนำไปสู่เส้นทางแห่งความสำเร็จ

เฉกเช่น “คุณบุญชัย โต๊ะสุวรรณวณิช” ผู้อำนวยการภาคระดับสูงและที่ปรึกษาอาวุโสฝ่ายขาย เอไอเอ ประเทศไทย ที่ตัดสินใจก้าวเข้าสู่อาชีพตัวแทนประกันชีวิตเต็มตัว หลังจากประสบความสำเร็จในฐานะตัวแทนบางเวลา และค้นพบว่า “ไม่มีข้อแม้...สู่เส้นทางแห่งความสำเร็จ” เพียงทำงานด้วยความขยัน อดทน อดทน และอดทน เพื่อมอบผลประโยชน์สูงสุดให้กับลูกค้า

และนับจากวันนั้นถึงวันนี้เป็นระยะเวลากว่า 24 ปีที่โลดแล่นอยู่ในวงการประกันชีวิต พร้อมการันตีความสำเร็จนักขายมืออาชีพด้วยคุณวุฒิ MDRT 23 ปีต่อเนื่อง พ่วงท้ายด้วยรางวัลเข็มเกียรติยศและใบประกาศนียบัตร Real Life Hero ผ่านโครงการ “AIA Real Life Hero Awards 2016”  มาครองได้สำเร็จจากการคัดเลือกตัวแทนเอไอเอใน 18 ประเทศทั่วโลก

จุดเริ่มต้นสู่เส้นทางนักขาย

บุญชัย โต๊ะสุวรรณวณิช” เปิดเผยว่า หลังจากเรียนจบสาขาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีโอกาสเข้าทำงานครั้งแรกในฐานะผู้แทนขายสินค้าวัสดุก่อสร้าง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) พร้อมกับดูแลผู้แทนจำหน่ายในเขตพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดระยอง และจังหวัดนครนายก เป็นระยะเวลากว่า 5 ปี ต่อมาเข้าไปทำงานในโครงการมหาชัยเมืองใหม่ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมการขายและประชาสัมพันธ์อยู่ประมาณ 6 เดือน ก่อนจะตัดสินใจลาออกเพื่อมาเปิดกิจการ “ค้าวัสดุก่อสร้าง”

ระยะเวลาผ่านไปราว 5 เดือน เริ่มมีตัวแทนประกันชีวิตเข้ามาแนะนำสินค้าประกันชีวิตและชักชวนให้เข้าสู่ธุรกิจฯ หนึ่งในนั้นคือ “คุณมงคล ลุสัมฤทธิ์” ผู้อำนวยการภาคอาวุโส ภาคนำทอง 133 โดยการพาไปแนะนำให้รู้จักกับ “ดร.พัชรา หวังว่องวิทย์” ประธานเครือนำทอง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการเดินไปสู่เส้นทางแห่งความสำเร็จในสายงานวิชาชีพ วันที่ 1 สิงหาคม 2535 จึงตัดสินใจเข้ามาศึกษาในฐานะตัวแทนบางเวลา (PART-TIME) พร้อมกับทำงานควบคู่กับกิจการค้าวัสดุก่อสร้างเช่นเดิม

ในช่วง 4 เดือนแรกที่เริ่มเป็นตัวแทน ก็สามารถปิดการขายได้มากกว่า 66 ราย ทำให้ตนเองคิดว่า ต้องออกมาดูแลลูกค้าแล้ว เพราะถ้าทุ่มเททำอาชีพนี้เต็มตัว ก็จะสามารถดูแลลูกค้าได้อย่างเต็มที่และสร้างผลงานที่น่าประทับใจได้

ดังนั้น เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2536 ตนเองตัดสินใจปิดกิจการค้าวัสดุก่อสร้าง เข้าสู่อาชีพตัวแทนประกันชีวิตในฐานะตัวแทนเต็มเวลา (FULL-TIME) เพื่อต้องการดูแลลูกค้าอย่างเต็มที่ และมุ่งมั่นทำงานในธุรกิจประกันชีวิตอย่างจริงจังด้วยเป้าหมายหลัก คือ 1.มุ่งสร้างจำนวนราย 200 ราย ในระยะเวลา 1 ปี 2.พิชิตรางวัล “Agent of the year” 10 อันดับของประเทศไทย และบทสรุปของการทำงานในปีนั้น คือ ตนเองสามารถสร้างจำนวนรายสูงสุดอันดับ 8 ประเทศไทย และพิชิตรางวัล Agent of the year อันดับ 8 ประเทศไทย มาครองได้สำเร็จอีกด้วย

บุญชัย” กล่าวว่า นั่นเป็นเพราะว่าตนเองถูกหล่อหลอมตั้งแต่เรียนในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความเชื่อมาตลอดว่านักการตลาดที่ดีจะต้องเข้าใจตลาด และหากเริ่มต้นงานขายก็จะเข้าใจวงจรการตลาดในสินค้าต่างๆ ได้อย่างดี เพราะฉะนั้น ทุกสาขาวิชาชีพฝ่ายขายยังคงเป็นฝ่ายกองหน้าที่สำคัญในการนำพารายได้เข้ามาสู่บริษัทฯ โดยเคล็ดลับที่ยึดปฏิบัติงานมาโดยตลอด คือ 1.ผลประโยชน์ลูกค้าต้องมาก่อนเสมอ 2.ต้องมีความจริงใจกับลูกค้า 3.ขยัน อดทน อดทน และอดทน เพราะการที่จะทำงานได้ดี การมีวินัยกับตัวเองเป็นปัจจัยสำคัญ นับจากวันนั้นถึงวันนี้เป็นระยะเวลากว่า 24 ปีที่โลดแล่นอยู่ในวงการประกันชีวิต พร้อมทั้งมีเครื่องหมายการันตีความสำเร็จนักขายมืออาชีพด้วยการติดคุณวุฒิ MDRT 23 ปีต่อเนื่อง และเขาเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมในการนำความเชื่อของแบรนด์เอไอเอ ทั้ง 4 คือ ความเป็นมืออาชีพ (Professionalism) การดูแลเอาใจใส่ลูกค้า (Caring) การปฏิบัติต่อลูกค้าด้วยความยุติธรรม (Fairness) และการทำทุกอย่างให้ง่ายสำหรับลูกค้า (Easy to Work With) ไปประยุกต์ใช้ในการทำงานและชีวิตประจำวัน

Real Life Hero มุ่งสร้างประสบการณ์อันน่าประทับใจให้กับลูกค้า

บุญชัย” กล่าวต่อว่า มิเพียงเท่านั้น ล่าสุด! ยังเป็น 1 ใน 3 บุคคลของ เอไอเอ ประเทศไทย ที่ถูกส่งเรื่องราวเข้าประกวดผ่านแคมเปญ “AIA Real Life Hero Awards 2016” เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับพนักงานและตัวแทนของบริษัททุกคน ให้มุ่งมั่นสร้างประสบการณ์อันน่าประทับใจให้กับลูกค้า เฉกเช่นเรื่องราวที่ว่า...

            “วันหนึ่งในปี 2555 ตนเองได้รับโทรศัพท์จาก “คุณเพชร พิทพล” เพื่อนเก่าสมัยประถม-มัธยมก่อนที่จะมาเป็นลูกค้า วันที่ได้รับสายเพชรบอกกับตนเองว่า “ไม่สามารถยกแขนขวาได้ ถึงขนาดที่ไม่สามารถแขวนเสื้อด้วยตนเอง” เมื่อหมอผ่าเอาเนื้อมาดูจึงพบว่า เพชรเป็นมะเร็งที่ไต แต่ส่งผลมาถึงที่แขน สุดท้ายต้องผ่าตัดไตออกไปหนึ่งข้างและขูดเนื้อร้ายออกจากแขนขวา ช่วงนี้ตนเองได้คอยดูแลเพชรอยู่ตลอด ที่สำคัญคือคอยดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายและการเคลมต่างๆ ทำให้ลดภาระทางด้านการเงินไปได้พอสมควร ซึ่งโชคดีมากที่เพชรได้ทำประกันโรคร้ายแรงไว้กับเอไอเอ ส่งผลให้ค่ารักษา 80-90% สามารถให้ประกันช่วยจ่ายได้ โดยเบี้ยที่เขาจ่ายในตอนนั้นประมาณปีละ 80,000 บาท แต่เอไอเอเคลมให้ไปถึงหลักล้าน

และเมื่อไม่กี่เดือนก่อนนี้ ตนเองได้มีโอกาสไปงานเลี้ยงรุ่นของโรงเรียนอัสสัมชัญบางรักรุ่น 96 ซึ่งเพชรก็ได้มาด้วยหลังจากที่เขาไม่ได้เข้าสังคมมา 3-4 ปี คำถามที่ทุกคนถามเพชรในครั้งนั้น คือ “ทำไมถึงหาย” ในตอนนั้น เพชรได้ถือโอกาสขึ้นไปชี้แจงบนเวทีว่าเขาได้หายจากโรคมะเร็งแล้ว และเล่าถึงเหตุการณ์ต่างๆ ด้วยความในใจที่เขาได้กล่าวออกมาในตอนนั้น คือ “เพื่อนๆ คงไม่อยากพบกับโต๊ะเท่าไรหรอก เพราะโต๊ะขายประกันชีวิต แต่วันนี้เขาคือเพื่อนรัก เพราะเขาดูแลผมตั้งแต่วันแรก” เขาบอกว่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้เขารู้ถึงคุณค่าของการทำประกันชีวิต และดีใจมากที่มีผมเป็นที่ปรึกษาในทุกๆ เรื่อง

มีคำพูดหนึ่งที่พวกเราฟังกันประจำเลยคือคำว่า ปิดทองหลังพระ แต่ในงานของตนเองเขาบอกว่า ปิดทองใต้ฐานพระ เพราะถ้าพระไม่ล้ม ก็จะไม่เห็นคุณค่าของทองใต้ฐานพระนั่นเอง”

บุญชัย” กล่าวต่อว่า จนส่งผลให้เรื่องราวอันน่าประทับใจชิ้นนี้ได้รับรางวัลเข็มเกียรติยศและใบประกาศนียบัตร Real Life Hero ผ่านโครงการ “AIA Real Life Hero Awards” ปีที่ 2 ประจำปี 2016 มาครองได้สำเร็จจากการคัดเลือกตัวแทนเอไอเอใน 18 ประเทศทั่วโลก

สานฝันติด MDRT 25 ปี พร้อมดันสมาชิกเอไอเอติด MDRT ทะยาน 1,800 คน

             เป้าหมายต่อจากนี้จะสร้างความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ด้วยการเป็นสมาชิก MDRT 25 ปี หรือเรียกว่า “Quarter Century Club” ซึ่งยังเหลือเวลาอีกเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น ที่จะประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ให้กับตนเอง และสร้างชื่อเสียงให้กับเอไอเอ ประเทศไทย พร้อมทั้งในปีนี้รับบทบาทในฐานะประธาน MDRT เอไอเอ ประเทศไทย จึงอยากจะเป็นส่วนช่วยในการทำเป้าหมายของบริษัทฯ ที่จะสร้างสมาชิกเอไอเอติดคุณวุฒิ MDRT ทะยานสู่ 1,800 คน และช่วยสร้างตัวแทนรุ่นใหม่สู่ความเป็นมืออาชีพพร้อมส่งมอบประสบการณ์อันน่าประทับใจให้กับลูกค้า ดั่งเช่นสโลแกนของแบรนด์ เอไอเอ “เข้าใจชีวิต เข้าใจคุณอย่างแท้จริง”

              (บทสัมภาษณ์ธุรกิจประกันภัย หนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย ฉบับที่ 347 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 พฤษภาคม 2560)

บทสัมภาษณ์ : ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมประกันภัยไทย รองรับเศรษฐกิจยุคดิจิทัล

สร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมประกันภัย สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

พร้อมเพิ่มบทบาทธุรกิจประกันภัยให้กับระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

ในยุคดิจิทัลหลายธุรกิจต้องมีการปรับตัว โดยเฉพาะในยุค 4.0 ที่เทคโนโลยีนวัตกรรมก้าวหน้า หนึ่งในนั้น คือ ธุรกิจประกันภัยที่อาจจะต้องปรับตัวเพื่อรองรับต่อความต้องการของประชาชนที่มากขึ้นในอนาคต ซึ่งปัจจุบันบริบทของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยได้เปลี่ยนไปจากเดิม ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตของคนในสังคม

ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่เกิดขึ้น ประกอบกับนโยบายของภาครัฐซึ่งช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างโอกาสให้กับธุรกิจประกันภัย อาทิ การสร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ประกันภัย โดยมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปฏิวัติรูปแบบการทำธุรกิจหรือที่เรียกกันว่า “Insure Techทั้งในด้านของผลิตภัณฑ์ประกันภัย การให้บริการ การบริหารจัดการ รวมไปถึงสร้างช่องทางการเข้าถึงผู้เอาประกันภัยได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นความท้าทายที่จะต้องมีการกำกับดูแลระบบประกันภัยให้เป็นไปอย่างรอบคอบ

โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และภาคธุรกิจประกันภัยควรใช้ช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงบริบทของการแข่งขันนี้ผลักดันให้ธุรกิจประกันภัยมีการขับเคลื่อนได้อย่างยั่งยืน และได้รับความเชื่อถือไว้วางใจจากประชาชน ตลอดจนสามารถเพิ่มบทบาทในระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเพื่อพัฒนาคุณภาพที่ดีของประชาชนผ่านระบบประกันภัย

ยึด Role Model ไทยแลนด์ 4.0 ขับเคลื่อนสู่ Digital Economy

ดร.กุลยา ตันติเตมิทผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยได้หลอมรวมก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล ทำให้รัฐบาลต่างตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงและเห็นความสำคัญ จึงมีการออกนโยบายหลายประการเพื่อขานรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และเพื่อยกระดับประเทศมุ่งขับเคลื่อนสู่การเป็น Digital Economyผ่านโมเดลไทยแลนด์ 4.0 โดยเฉพาะเรื่องระบบการเงินทางกระทรวงการคลังมีการผลักดันระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ National e-Paymentเพื่อสร้างความมั่นคงบนพื้นฐานของนวัตกรรมในการเติบโตอย่างเข้มแข็งจากภายในประเทศ ความท้าทายของธุรกิจประกันภัยกับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ปัจจุบันแรงงาน 4 คน ดูแลผู้สูงอายุ 1 คน แต่อีก 10 ปีข้างหน้าจะมีแรงงานเพียงแค่ 2 คน ในการดูแลผู้สูงอายุเพียง 1 คนเท่านั้น ซึ่งจะเป็นข้อจำกัดสำคัญในการขยายตัวของผลผลิตภายในประเทศ และส่งผลต่อภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐในการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งจะเป็นความท้าทายที่เกี่ยวของกับธุรกิจประกันภัยโดยตรง

ดร.กุลยา ตันติเตมิทกล่าวว่า และการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลให้เกิดภัยธรรมชาติร้ายแรงในทุกภูมิภาคทั่วโลก ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในทุกระดับ และแรงผลักดันจากการเข้าสู่การเปิดเสรีสาขาประกันภัยตามเหล่าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC นอกจากนี้ยังมีเรื่องของเทคโนโลยีทางการเงิน หรือ Fin Techที่กำลังมาแรงในแวดวงทางการเงินเข้ามาปฏิวัติรูปแบบการให้บริการในการทำธุรกรรมทางการเงินแบบเดิมๆ ไปสู่การทำธุรกรรมที่นำสมัย ง่ายสะดวก รวดเร็ว และทำให้ต้นทุนลดลง

สำหรับธุรกิจประกันภัย ฟินเทคจะเป็นทางเลือกสำหรับบริษัทประกันภัยในการสร้างโอกาสและเข้าถึงการให้บริการลูกค้าในธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเงิน โดยจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างโอกาสให้กับธุรกิจประกันภัย อาทิ การสร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ประกันภัย โดยมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปฏิวัติรูปแบบการทำธุรกิจหรือที่เรียกกันว่า “Insure Techทั้งในด้านของผลิตภัณฑ์ประกันภัย การให้บริการ การบริหารจัดการ รวมไปถึงสร้างช่องทางการเข้าถึงผู้เอาประกันภัยได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นความท้าทายที่จะต้องมีการกำกับดูแลระบบประกันภัยให้เป็นไปอย่างรอบคอบ

ดร.กุลยา ตันติเตมิทกล่าวต่อว่า ซึ่งกำลังแพร่หลายอยู่ในอุตสาหกรรมประกันภัยทั่วโลก ดังนั่นความท้าทายเหล่านี้จะทำให้ธุรกิจประกันภัยหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องกำหนดทิศทางเพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่จะตามมา อาทิ ผลกระทบต่อต้นทุนในการดำเนินงาน รายได้ และวิธีประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ของธุรกิจประกันภัย โดยจะต้องมีความพร้อมในการพัฒนาบุคลากรภายในองค์กร รวมถึงการกำหนด        กลยุทธ์สำหรับการรับมือกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย

คปภ. และภาคธุรกิจประกันภัย กลไกสำคัญขับเคลื่อนธุรกิจประกันภัย

เพราะฉะนั้นทิศทางการส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งภายใต้การเปลี่ยนแปลงในยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล สำนักงาน คปภ.และธุรกิจประกันภัย ถือเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจประกันภัยจะต้องร่วมมือกันให้ความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการประกันภัยแก่ประชาชน เพื่อสร้างความตระหนักถึงคุณค่าและคุณประโยชน์ของการบริหารความเสี่ยงให้มีความเชื่อมั่น และสร้างหลักประกันให้กับความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน

ดร.กุลยา ตันติเตมิทกล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันจะต้องพัฒนาระบบธุรกิจประกันภัยให้มีศักยภาพ ในการบริหารจัดการและให้บริการที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและได้รับความไว้วางใจจากประชาชน เพื่อนำไปสู่ความพร้อมในการแข่งขันและการเจริญเติบโตได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ การกำกับธุรกิจประกันภัยควรจะมีการกำหนดให้มีการดูแลกิจกรรมที่ดี หรือเรียกว่า ธรรมาภิบาลซึ่งทุกหน่วยงานต้องให้ความสำคัญเพื่อที่จะเสริมสร้างศักยภาพ และพัฒนาธุรกิจประกันภัยให้สามารถเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพ และส่งเสริมให้ธุรกิจประกันภัยไทยมีมาตรฐานเทียบเท่าสู่สากล

เป้าหมาย 4 ประการ มุ่งกำกับธุรกิจประกันภัยในเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล

ดร.กุลยา ตันติเตมิทผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ฉายภาพให้เห็นผ่านการเข้าร่วมงานประชุมผู้บริหารระดับสูงด้านการประกันภัย ประจำปี 2560 (CEO Insurance Forum 2017) ครั้งที่ 2 โดยได้พูดถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยภายใต้นโยบาย “Thailand 4.0ความท้าทายของธุรกิจประกันภัย ตลอดจนทิศทางในการส่งเสริมธุรกิจประกันภัยเพื่อจะยกระดับมาตรฐานสู่สากล เพราะฉะนั้นการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยในเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลที่จะช่วยสนับสนุนและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยสามารถแบ่งงออกเป็น 4 ประการ คือ

1.การเสริมสร้างความรู้และความเชื่อมั่นในระบบประกันภัยต่อทุกภาคส่วน ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำรงชีวิต ดังนั้น ระบบประกันภัยจะต้องมีความน่าเชื่อถือ ทั้งด้านความปลอดภัยของข้อมูล ความปลอดภัยจากอาชญากรรมไซเบอร์ และการกำกับดูแลระบบการประกันภัย เพื่อที่จะคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้ตามมาตรฐาน โดยไม่มีช่องโหว่ให้มิจฉาชีพเข้ามาใช้ประโยชน์ข้อมูลของผู้บริโภค ตลอดจนส่งเสริมให้มีการพัฒนากรมธรรม์ Cyber Security Liberty Insurance และรองรับการบริหารความเสี่ยงที่เกิดจากภัยคุกคามด้านไซเบอร์ของภาคธุรกิจด้วย

2.การพัฒนาและส่งเสริมผลิตภัณฑ์ประกันภัยให้เป็นสากลและมีความหลากหลายตอบสนองต่อประชาชนทุกระดับ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มของธุรกิจประกันภัย และพัฒนาการกำกับดูแลให้มีการยืดหยุ่นไม่เป็นอุปสรรคต่อการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อที่ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากการเทคโนโลยี โดยจะต้องมีการปรับปรุงพัฒนา ด้านกฎหมาย กฎระเบียบ และกติกาต่างๆ ทันสมัยไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาธุรกิจประกันภัย

3.การพัฒนาระบบกำกับและตรวจสอบให้เป็นมาตรฐานสากล ทั้งกรอบมาตรฐาน กระบวนการทำงานของบริษัทประกันภัย คนกลางประกันภัย และหน่วยงานกำกับ เพื่อความมั่นคงของบริษัทประกันภัย และคุ้มครองผู้เอาประกันภัย ตลอดจนมีกรอบการกำกับดูแล เพื่อความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูล นอกจากนี้ยังรวมถึงการจัดหาหรือพัฒนาฝึกอบรมให้กับบุคลากรของหน่วยงานกำกับให้มีความรู้ ประสบการณ์ และทักษะอย่างเหมาะสมทันต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปของธุรกิจประกันภัย

4.การสร้างสภาพแวดล้อมการแข่งขันสู่การเปิดเสรีภาคธุรกิจประกันภัย การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลส่งผลให้ธุรกิจประกันภัยมีแนวโน้มการปรับตัวไปในทิศทางของการมีตลาดประกันภัยตลาดเดียว หรือเรียกว่า “Single Insurance Market” เพื่อจะสร้างการแข่งขันมากขึ้น

ทั้งหมดนี้เกี่ยวเนื่องในเรื่องของการปรับปรุงแก้ไข กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดอุปสรรค และความซับซ้อนของกฎระเบียบเดิมเพื่อที่จะให้บริษัทประกันภัยสามารถจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกันภัยให้กับผู้เอาประกันภัยในกลุ่มประเทศสมาชิกหรือประเทศในกลุ่มอาเซียน ขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้เอาประกันภัยว่าผลประโยชน์ของตนได้รับความคุ้มครองไม่ว่าจะทำประกันภัยกับประเทศใดในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกัน

เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล เป็นปรากฏการณ์สำคัญที่จะเกิดขึ้นทั่วโลก ดังนั้นเราจะต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับความท้าทายใหม่ๆ เพราะเมื่อเราปรับตัวและรับความเปลี่ยนแปลงได้เร็วแค่ไหน ก็จะเป็นประโยชน์ต่อเราเท่านั้น ฉะนั้น ธุรกิจประกันภัย โดยเฉพาะสำนักงาน คปภ. ภาครัฐ และเอกชนทุกภาคส่วน จะต้องตระหนักและพร้อมร่วมทำงานเพื่อผลประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของไทยสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

(บทสัมภาษณ์ธุรกิจประกันภัย หนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย ฉบับที่ 347 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1-15 พฤษภาคม 2560)

Subscribe to this RSS feed
Bingo sites http://gbetting.co.uk/bingo with sign up bonuses