updated 12:00 AM ICT, Jun 22, 2017
Headlines:

สคบ.ยุค 4G คุมเข้ม รวดเร็ว ฉับไว ส่งเสริมธุรกิจสีขาว

นับเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการดำเนิน “ธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง” ในประเทศไทยที่ยังคงต้องอาศัย พระราชบัญญัติขายตรงและการตลาดแบบตรง ปีพุทธศักราช 2545 ทำการ “ควบคุม” อย่างเข้มงวดกับ“ธุรกิจขายตรง” ที่เป็นลักษณะ “แชร์ลูกโซ่” เพื่อป้องกันการเกิดผลกระทบต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจของประเทศ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายมาอย่างต่อเนื่อง เกิดความเดือดร้อนเกิดความเสียหายต่อประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) กลุ่มขบวนการเหล่านี้ก็แตกกิ่งก้านสาขาไปยังประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

ขายตรงและตลาดแบบตรงได้เปลี่ยนแปลงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการทำธุรกิจอย่างรวดเร็ว เมื่อก้าวเข้ายุค 4G ในปัจจุบัน แชร์ลูกโซ่ก็เช่นกันการแผงตัวในคราบธุรกิจขายตรงนั้น เพิ่มมากขึ้นทุกวี่ทุกวัน การนำสื่อออนไลน์มาใช้ในการทำธุรกิจ เพื่อการเข้าถึงของผู้บริโภคได้เป็นวงกว้าง รวดเร็ว และฉับไว ทำให้การควบคุมดูแลของภาครัฐนั้นอยากที่จะเข้าถึงและครอบคลุม

 เฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการกำกับดูแลผู้บริโภคไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการดำเนินธุรกิจดังกล่าวอย่าง “สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค”หรือ “สคบ.” ที่มี พล.ต.ต.ประสิทธิ์ เฉลิมวุฒิศักดิ์ มานั่งเป็นเลขาธิการฯ สคบ.และเป็น “นายทะเบียน” ควบคุมดูแลธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงตามพระราชบัญญัติขายตรงและการตลาดแบบตรง ปีพุทธศักราช  2545  ซึ่งรับนโยบายจาก “ประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค”ให้ดูแลส่งเสริม “ธุรกิจขายตรง”ที่ดำเนินธุรกิจแบบถูกกฎหมายเพื่อไม่ให้ผู้บริโภคโดยภาพรวมไม่ได้รับความเสียหายจากการหลอกลวงในลักษณะแชร์ลูกโซ่

@ จำแนกขายตรง สีขาว สีเทา สีดำ ตัดออกจารสารบบ

ภายใต้การเข้ากำกับดูแลของ พล.ต.ต.ประสิทธิ์ เฉลิมวุฒิศักดิ์ เลขาธิการฯ สคบ. ตลอดระยะเวลาการทำงาน  9 เดือนที่ผ่าน สิ่งเริ่มต้นในลำดับแรกในการทำงานเกี่ยวกับธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง คือ การคัดกรองธุรกิจสีขาว สีดำ และสีเทา โดยธุรกิจที่มีลักษณะสีขาวถือว่าเป็นการดำเนินกิจการแบบถูกต้อง มีสินค้าที่มีคุณภาพ  เน้นการขายสินค้า ส่วนกิจการที่มีลักษณะสีดำ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความมืดมิด ตรงกันข้ามกับธุรกิจสีขาวอย่างชัดเจน  คือ ไม่ขอเข้าจดทะเบียนกับทาง “สคบ,” และธุรกิจที่มีลักษณะสีเทา ซึ่งจัดเป็นสีที่น่ากลัวที่สุดของการดำเนินธุรกิจ เพราะว่าเป็นสีที่สร้างความเสียหายมากที่สุดและตรวจสอบยากที่สุด คือมีการจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง หากแต่รูปแบบการดำเนินธุรกิจหลังจดทะเบียนในสักระยะหนึ่งแล้ว จะเริ่มทำการหาคนมากกว่าการขายสินค้า การทำธุรกิจที่ผิดเพี้ยนไปจากแผนที่จดทะเบียนไว้ เป็นต้น

            หลังจากที่มีการตรวจสอบการประกอบธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2559 – ถึง วันที่ 24 เมษายน 2560 โดยกองคุ้มครองผู้บริโภคด้านธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง จำนวน 26 บริษัท มีผลสรุปดังนี้

1.บริษัท ออริจินอล เน็ทเวิร์ค จำกัด

เปรียบเทียบปรับ ฐานแก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนการจ่ายผลตอบแทน โดยไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบ ก่อนนำไปปฏิบัติ ตามมาตรา 38 วรรคสาม ประกอบมาตรา52 ปรับบริษัทฯ และผู้รับผิดชอบในการลงนามแผน 3 คน  รวมเป็นเงิน 1,200,000 บาท และในภายหลังมีการถอนใบอนุญาต

2.บริษัท ไทย-เอเชี่ยน เน็ตเวิร์ค จำกัด

เปรียบเทียบปรับ ฐานแก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนการจ่ายผลตอบแทน โดยไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบ ก่อนนำไปปฏิบัติ ตามมาตรา 38 วรรคสาม ประกอบมาตรา 52 ปรับบริษัทฯ และผู้รับผิดชอบในการลงนามแผน 3 คน  รวมเป็นเงิน 1,200,000 บาท

3.บริษัท  ไบโออินไซด์  จำกัด

เปรียบเทียบปรับ ฐานแก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนการจ่ายผลตอบแทน โดยไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบ ก่อนนำไปปฏิบัติ ตามมาตรา 38 วรรคสาม ประกอบมาตรา 52 ปรับบริษัทฯ และกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม1 คน  รวมเป็นเงิน 600,000 บาท

4.บริษัท โฟกัส อินเตอร์ เน็ตเวิร์ค จำกัด

เปรียบเทียบปรับ ฐานประกอบธุรกิจขายตรงก่อนได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน ตามมาตรา 20 ประกอบมาตรา47 จำนวน 138 วัน  ปรับบริษัทฯ และกรรมการผู้รับผิดชอบดำเนินการ 2คน รวมเป็นเงิน  4,440,000 บาท

5.บริษัท ท๊อปอัพ ทู ริช จำกัด

ผลการตรวจสอบในเบื้องต้น  อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบ

6.บริษัท  กู๊ด ท๊อปอัพ  จำกัด

เปรียบเทียบปรับ ฐานแก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนการจ่ายผลตอบแทนโดยไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบ ก่อนนำไปปฏิบัติ ตามมาตรา 38 วรรคสาม ประกอบมาตรา 52 ปรับบริษัทฯ และกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม 1 คน รวมเป็นเงิน 600,000 บาท

7.บริษัท เคเค เน็ทเวิร์ค มาร์เก็ตติ้ง จำกัด

พบว่าบริษัทไม่ได้ประกอบกิจการใดๆ  จึงรอนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาในข้อกฎหมายว่าจะสามารถยกเลิก เพิกถอนใบอนุญาตการประกอบธุรกิจขายตรงได้หรือไม่

8.บริษัท เอเซีย โกลบอล (ประเทศไทย) จำกัด

พบว่าบริษัทได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท เอ พรีเมี่ยม พลัส โกลบอล จำกัด เมื่อไปตรวจสอบตามที่อยู่ พบว่า บริษัทปิดทำการ ไม่พบเจ้าหน้าที่ของบริษัท จึงได้มีหนังสือเชิญกรรมการบริษัท มาพบเพื่อชี้แจงต่อไป

9.บริษัท ลองเดอเซ่ จำกัด

พบว่าแผนการจ่ายผลตอบแทนเป็นไปตามที่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน แต่มีสินค้าจำนวนหนึ่ง ยังไม่ได้รับอนุญาต จึงรอนำเรื่องเสนอคณะทำงานกลั่นกรองฯ พิจารณาข้อกฎหมายว่ามีฐานความผิดใดบ้าง

10.บริษัท  วีเวิลด์ อินเตอร์เนชั่นแนล 1689 จำกัด

เปรียบเทียบปรับ ฐานแก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนการจ่ายผลตอบแทน โดยไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบ ก่อนนำไปปฏิบัติ ตามมาตรา 38 วรรคสาม ประกอบมาตรา 52 คดีขาดอายุความ (1 ปี นับแต่วันที่กระทำความผิด) บริษัทฯ ยื่นขอเพิกถอนการจดทะเบียนแล้ว

11.บริษัท เวิลด์ โกลบอล เน็ตเวิร์ค (เอเชีย) จำกัด

เปรียบเทียบปรับ ฐานแก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนการจ่ายผลตอบแทน โดยไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบ ก่อนนำไปปฏิบัติ ตามมาตรา38 วรรคสาม ประกอบมาตรา 52 ปรับบริษัทฯ และกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม2 คน รวมเป็นเงิน 900,000บาท

12.บริษัท เซิร์ฟ โฟร์ บิซ จำกัด (Page QQ)

ผลการตรวจสอบพบว่า ไม่เข้าข่ายการประกอบธุรกิจขายตรงหรือตลาดแบบตรง แต่มีลักษณะการประกอบธุรกิจที่อาจเข้าข่ายเป็นการกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน จึงส่งเรื่องให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ดำเนินการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

13.บริษัท อิมเพนนิทระเบิล เดนทินี่  จำกัด

ผลการตรวจสอบพบว่า มีการจัดเตรียมสถานที่ไว้ประกอบธุรกิจ และมีแผนในการดำเนินการธุรกิจจริง

14.บริษัท แอลลีเซี่ยน มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด

ผลการตรวจสอบพบว่า สถานที่ตามที่อยู่ที่ยื่นขอจดทะเบียน เพื่อประกอบธุรกิจขายตรงเป็นพื้นที่สำหรับทำการเกษตร ไม่มีลักษณะที่แสดงให้เห็นว่าเป็นสถานที่สำหรับใช้ประกอบธุรกิจขายตรง ตามที่ยื่นคำขอแต่อย่างใด ต่อมาบริษัทได้ทำการแจ้งยกเลิกการประกอบธุรกิจแล้ว

15.บริษัท  ริชก้าเฮิร์บเวิลด์  จำกัด

เปรียบเทียบปรับ ฐานแก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนการจ่ายผลตอบแทน โดยไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบก่อนนำไปปฏิบัติ ตามมาตรา38 วรรคสาม ประกอบมาตรา 52 ปรับบริษัทฯ แต่ไม่สามารถเชิญกรรมการผู้มีอำนาจผูกพันมาชี้แจง และสอบปากคำได้ เนื่องจากถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำ จึงส่งสำนวนให้พนักงานสอบสวน บก.ปคบ. ดำเนินคดีต่อไป

16.บริษัท  เดอะ เบสท์ อินเตอร์เนชั่นแนล  จำกัด

เปรียบเทียบปรับ ฐานแก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนการจ่ายผลตอบแทน โดยไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบ ก่อนนำไปปฏิบัติ ตามมาตรา 38 วรรคสาม ประกอบมาตรา 52 ปรับบริษัทฯ และกรรมการผู้มีอำนาลงนาม 1 คน  รวมเป็นเงิน 600,000 บาท

17.บริษัท เพย์ออลกรุ๊ป  จำกัด

เปรียบเทียบปรับ ฐานแก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนการจ่ายตอบแทน โดยไม่แจ้งให้นายทะเบียนทราบ ก่อนนำไปปฏิบัติ ตามมาตรา 38 วรรคสาม ประกอบมาตรา52 ปรับบริษัทฯ และกรรมการผู้รับผิดชอบแผน 5 คน  รวมเป็นเงิน 1,800,000 บาท

18.บริษัท  ชิค คอร์เปอร์เรท อินเตอร์  จำกัด

เบื้องต้นพบว่าบริษัทฯ ได้ย้ายสถานที่ประกอบธุรกิจและอยู่ระหว่างการขอยื่นแก้ไขเปลี่ยนแปลงกับ สคบ.

19.บริษัท  พีพี อินเตอร์โซลูชั่น  จำกัด

เปรียบเทียบปรับ ฐานประกอบธุรกิจขายตรงก่อนได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน ตามมาตรา 20 ประกอบมาตรา 47 จำนวน 54 วัน ปรับบริษัทฯ และกรรมการผู้รับผิดชอบดำเนินการ 1 คน  รวมเป็นเงิน 1,280,000 บาท

20.บริษัท  ออริจินอล โกลบอล เน็ทเวิร์ค  จำกัด

บริษัทได้ยื่นขอจดทะเบียนประกอบธุรกิจขายตรง พบว่าสถานที่เป็นบ้านพักอาศัย ไม่มีสำนักงานและสินค้าที่จะจำหน่าย เสนอนายทะเบียนไม่รับจดทะเบียน

21.บริษัท  ออน อ๊อฟแลนด์  จำกัด

บริษัท ได้ยื่นขอจดทะเบียนประกอบธุรกิจขายตรง จากการตรวจสอบ พบว่าลักษณะแผนการจ่ายผลตอบแทนที่บริษัทฯ ใช้ มีลักษณะเป็นการจับคู่จ่าย และรายได้ตามแผนการจ่ายผลตอบแทนเกิดขึ้นจากจำนวนสมาชิกที่เพิ่มมากขึ้น  ซึ่งเป็นแผนที่ไม่สามารถรับจดทะเบียนได้  จึงเสนอนายทะเบียนไม่รับจดทะเบียน

22.บริษัท  ฟอร์ยู  เพื่อคุณด้วยหัวใจ  จำกัด หรือ บริษัท เกษตร ฟอร์ยู  จำกัด

ตรวจสอบแล้วไม่ ปรากฏข้อเท็จจริงว่า บริษัทฯ ประกอบธุรกิจขายตรง และบริษัทฯ ชี้แจงว่าประกอบธุรกิจ ขายปุ๋ย โดยได้รับอนุญาตจากกรมวิชาการเกษตรเรียบร้อยแล้ว

23.บริษัท  อาร์พีจี เน็ตเวิร์ค  จำกัด

ตรวจสอบแล้ว บริษัทฯ ได้ขอยกเลิกการประกอบธุรกิจขายตรง ต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เนื่องจากประสบปัญหาขาดทุน

24.บริษัท  ฟอร์ยู อินเตอร์เนชั่นแนล เน็ตเวิร์ค  จำกัด

ตรวจสอบแล้ว บริษัทฯ ได้ขอยกเลิกการประกอบธุรกิจขายตรงต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค  เนื่องจากประสบปัญหาขาดทุน

25.บริษัท  เวไลฟ์ โกลบอล  จำกัด

พบว่าสถานที่ตั้งสำนักงานเป็นห้องเช่าคอนโดมิเนียม ยังไม่ได้มีการประกอบธุรกิจ  จึงมีหนังสือเชิญกรรมการบริษัทมาให้ถ้อยคำ  เพื่อพิจารณาการอนุญาตจดทะเบียนธุรกิจขายตรงต่อไป

26.ร้านสวัสดีมาร์ท  หรือ  www.sawasdeemart.com

ไม่พบผู้ประกอบธุรกิจ และสถานที่จดทะเบียนไม่ได้มีการประกอบธุรกิจตลาดแบบตรง  จึงได้มีหนังสือเชิญมาพบพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อสอบปากคำเพิ่มเติมและพิจารณาดำเนินการต่อไป

@การเปลี่ยนแปลงกฎหมายใหม่ต้องรวดเร็ว

            การเร่งแก้ไขกฎหมายฉบับใหม่ถือเป็นก้าวแรก หลังจากที่ใช้พระราชบัญญัติขายตรงและการตลาดแบบตรง ปีพุทธศักราช 2545 มาเป็นเวลาอย่างยาวนาน ซึ่งในการแก้ไขครั้งนี้พระราชาบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 มีการแก้ไขเพิ่มเติมในหลายประเด็นด้วยกัน การแก้ไขครั้งนี้ทุกบริษัทมีความเกี่ยวข้องโดยทั้งสิ้น และเพิ่มขีดความสามารถให้กับนายทะเบียนทำงานได้ง่ายขึ้นอีกด้วย โดยจะสามารถบังคับใช้ได้ก่อนสิ้นปี 2560 นี้

             (บทความธุรกิจเครือข่าย หนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย ฉบับที่ 350 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-30 มิถุนายน 2560)

Leave a comment

Make sure you enter the (*) required information where indicated. HTML code is not allowed.

Bingo sites http://gbetting.co.uk/bingo with sign up bonuses